รีวิว ROG Phone 9 Pro Edition มือถือเกมมิ่งที่แรงและดีที่สุดในเวลานี้ พร้อมเซ็ตอุปกรณ์เสริมครบมือ
ROG Phone 9 Pro Edition สมาร์ตโฟนเกมมิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2025 ของ ASUS ROG ประเทศไทย ก็มาอยู่ในมือผมเรียบร้อยครับ เป็นสมาร์ตโฟนอีกรุ่นที่ได้ดูแล ทดสอบ และรีวิวให้ทุกคนได้รับชมกันมาตั้งแต่รุ่นแรกที่เข้าประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน กลายเป็น “Big Fan” ของมือถือไลน์อัปนี้ไปเรียบร้อย เพราะได้เห็นการเติบโตและการพัฒนาของไลน์อัปนี้มาตลอด ได้เห็นความตั้งใจและใส่ใจพัฒนาสินค้าตัวนี้ของ ASUS ROG ที่เปิดรับฟังสิ่งต่าง ๆ จากลูกค้า และนำไปปรับปรุงในสินค้าตัวใหม่อยู่เสมอ

ROG Phone 9 Pro Edition เองก็เช่นกันครับ ทาง ASUS ROG ได้เล่าว่า พวกเขาได้รับฟังประสบการณ์การใช้งานจากลูกค้า ROG Phone 8 Series ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก และนำ Pain point มาปรับปรุงแก้ไขใน ROG Phone 9 Series เช่น การนำ Sub-woofer กลับมาติดตั้งให้ในพัดลม AeroActive Cooler, ปรับปรุงกล้องถ่ายรูปให้หวังผลได้มากขึ้น, เพิ่มลูกเล่นฟีเจอร์ AI เข้ามาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานมือถือในด้านไลฟ์สไตล์ได้ดีไม่ต่างจากการเล่นเกม เป็นต้น
ดังนั้นในภาพรวมของ ROG Phone 9 Pro Edition นอกจากจะพัฒนาในด้านสเปกตัวเครื่องที่ทาง ASUS ROG ใส่ฮาร์ดแวร์ทุกอย่างแบบสุดขอบของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนที่มีในเวลานี้มากับเครื่องแล้ว ก็ยังมีการปรับปรุงเสริมแต่งสิ่งที่ต้องการจากลูกค้าในครั้งก่อนเข้ามาเพิ่มให้ด้วย จึงทำให้ ROG Phone 9 Series เป็นสมาร์ตโฟนเกมมิ่งที่สามารถไปได้ทั้งการใช้งานในไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ และเมื่อต้องเข้าสู่โหมดจริงจังกับการเล่นเกมก็เป็นที่สุดในเวลานี้ของสมาร์ตโฟน Android ที่แรง เร็ว และมีซอฟต์แวร์เกมมิ่งเข้าช่วยให้การเล่นเกมมีความโปรมากยิ่งขึ้นนั่นเอง เกริ่นมาขนาดนี้หลายคนน่าจะอยากรู้จักพี่ใหญ่คนใหม่ ROG Phone 9 Pro กันแล้ว ถ้าเช่นนั้น… เลื่อนลงข้างล่างเพื่อไปพบกับพี่เขาได้เลยครับ!
เลือกอ่านตามหัวข้อ
1. Performance / ประสิทธิภาพ
2. Battery / แบตเตอรี่
3. Audio / ระบบเสียง
4. Operating System / ระบบปฏิบัติการ
5. AI Features / ฟีเจอร์ AI
6. Design / งานออกแบบ
7. Camera / กล้องถ่ายรูป
8. Conclusion / บทสรุป
9. Price & Availability / ราคาและการวางจำหน่าย
/ สเปกตัวเครื่องของ ROG Phone 9 Pro Edition
- จอแสดงผล LTPO AMOLED SAMSUNG E6 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 พิกเซล
— Refresh rate 185Hz
— Touch Sampling rate 720Hz
— Peak Brightness 2500 nits
— Color accuracy : Delta-E < 1
— Eye Protection Mode
— HDR10
— Color gamut : 107.37% DCI-P3 / 145.65% sRGB / 103.16% NTSC
— Corning Gorilla Glass Victus 2 - ชิปประมวผล Qualcomm Snapdragon 8 Elite
- GPU Adreno
- RAM 24GB | LPDDR5x
- ROM 1TB | UFS 4.0
- Android 15 with ROG UI
- Anime Vision Mini-LEDs : 648 dots
- GameCool9 Cooling System
— 5-section structure with centered-SoC design
— 360°SoC Cooling System Gen 3 with Rapid-cooling Conductor and enlarged graphite sheet - ระบบเสียง : Spatial Sound from “Dirac Virtuofor Headphone” technology
— AI Noise Cancelation
— Stereo Speakers / 3.5mm headphone jack - AirTrigger Buttons
- กล้องถ่ายรูป Triple Camera
— กล้องหลัก : 50MP Sony Lytia700 (1/1.56”, F1.9) พร้อมกันสั่น 6-axis Hybrid Gimbal Stabilizer 4.0 (±5°vibration compensation)
— กล้อง Telephoto : 32MP (1/3”, F2.4) | 3x telephoto camera with OIS | 10 -30x supports HyperClaritytechnology
— กล้อง Ultra wide : 13MP (120 องศา) | 0.7x ultra-wide with Free-form lens
— Video Record : 8K UHD (7680 x 4320) video at 30 fps | 4K UHD (3840 x 2160) video at 30 / 60 fps for main camera, 30 fps for ultrawide camera - กล้องหน้า ความละเอียด 32MP (RGBW Sensor, Pixel binning 8MP)
- กันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP68
- WiFi : 802.11 be/ax/ac/a/b/g/n | Supports 2.4GHz/ 5GHz/ 6GHz WiFi
- Bluetooth® 5.4 (HFP + A2DP + AVRCP + HID + PAN + OPP)
- รองรับ Qualcomm® aptX™ Adaptive and aptX™ Lossless
- Wi-Fi Direct
- NFC
- การเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียม : GNSS support GPS(L1/L5), Glonass(L1), Galileo(E1/E5a), BeiDou(B1i/B1c/B2a), QZSS(L1/L5) และ NavIC.
- รองรับเครือข่าย
— 5G SA&NSA: n1 / n2 / n3 / n5 / n7 / n8 / n12 / n18 / n20 / n25 / n26 / n28 / n38 / n40 / n41 / n48 / n66 / n77 / n78 / n79
— 4G FDD-LTE: B1 / B2 / B3 / B4 / B5 / B7 / B8 / B12 / B17 / B18 / B19 / B20 / B25 / B26 / B28 / B32 / B66
— 4G TDD-LTE: B34 / B38 / B39 / B40 / B41 / B42 / B43 / B48
— WCDMA: 800 / 850 / 900 / 1700 / 1900 / 2100MHz
— GSM: 850 / 900 / 1800 / 1900MHz - รองรับซิมการ์ด Dual Nano SIM | Dual Standby
- แบตเตอรี่ขนาดความจุ 5800mAh
— ชาร์จไว 65W HyperCharge
— Wireless Charge Qi 1.3 (1.5W)
— Bypass Charge
อุปกรณ์ภายในกล่อง (ROG Phone 9 Pro Edition)
- ตัวเครื่อง ROG Phone 9 Pro Edition
- พัดลม AeroActive Cooler X Pro
- คู่มือการใช้งาน
- ROG Phone Case
- ROG Phone Case แบบ Bumper
- SIM Pin
- กระเป๋าใส่ ROG AeroActive Cooler X Pro
- สายชาร์จ USB-C
- ROG 65W Adapter
/ Performance ที่สุดของสเปกมือถือสำหรับการเล่นเกม
— Fast Display for Gaming 185Hz, Touch Sampling Rate 720Hz
ROG Phone 9 Pro Edition ยังคงมาพร้อมหน้าจอสำหรับเกมมิ่งโฟนที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม ณ ตอนนี้ กับจอแสดงผล LTPO AMOLED SAMSUNG E6 (Flexible) ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ มีอัตรารีเฟรชเรทที่สูงถึง 185Hz มีค่า Touch Sampling Rate ที่มีผลต่อควาไวในการตอบสนองต่อการแตะสัมผัสหน้าจอสูงถึง 720Hz
และด้วยการที่เป็นจอแบบ LTPO จึงสามารถช่วยปรับอัตรารีเฟรชเรทให้อัตโนมัติได้ตั้งแต่ต่ำสุด 1Hz จนไปถึง 120Hz และสามารถตั้งเองได้ที่ระดับ 165Hz ส่วนที่ระดับ 185Hz ตัวจอจะปรับค่าให้อัตโนมัติในโหมด Game Genie เมื่อพบว่าเกมที่เล่นอยู่รองรับการแสดงผล นอกจากนี้ ยังให้ความสว่างได้สูงสุดถึง 2500 nits ทำให้ใช้งานได้ในทุกสภาวะแสง จากทั้งหมดที่เล่ามา สรุปได้ว่า… นี่คือจอแสดงผล AMOLED ที่แรงและจัดเต็มที่สุดสำหรับเล่นเกมที่ตอนนี้จะใส่มาให้ได้
การตั้งค่าและปรับแต่งการแสดงผลบนจอเพิ่มเติม
บน ROG Phone 9 Pro Edition
— CPU Snapdragon 8 Elite, LPDDR5x RAM, UFS 4.0 ROM
ในด้านของการประมวลผลหลายคนก็น่าจะเดากันได้ครับว่า ทาง ASUS ROG ก็คงจะต้องใส่ฮาร์ดแวร์ที่แรงและสุดขอบเท่าที่มีตอนนี้มาบน ROG Phone 9 Pro Edition ที่เป็นรุ่นท็อปสุดแน่นอน ดังนั้นชิปประมวลผลที่มากับตัวเครื่องก็คงจะไม่ใช่ใครอื่นต้องเป็นชิปเซ็ตที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้ของสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์อย่าง Qualcomm Snapdragon 8 Elite เท่านั้น
โดยจะทำงานร่วมกับ RAM 24GB (LPDDR5x) มีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงถึง 9600Mbps และ ROM 1TB (UFS 4.0) ที่เป็นเวอร์ชันล่าสุดของสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์เช่นกัน มีความเร็วการอ่าน-เขียน ในระดับ 40000 – 45000 Mbps พอเห็นสเปกแล้ว ถ้าไม่ได้เล่นเกมก็สามารถเอาไปตัดคลิปความละเอียดระดับ FHD – 4K ได้สบายเลยล่ะ
นอกจากนี้ ถ้ายังแรงไม่สะใจ ก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยรีดประสิทธิภาพเอาแบบหยดสุดท้ายผ่าน X Mode บนซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์เฉพาะของ ROG Phone อย่าง Armoury Crate ได้อีก ซึ่งจากทดสอบประสิทธิภาพ Antutu Benchmark ก็ทำคะแนนเกือบแตะ 3 ล้านคะแนน (ทาง ASUS ROG เขาทดสอบได้ทะลุ 3.1 ล้านคะแนน) ถ้าเอาคะแนน Antutu มาเทียบกับ ROG Phone 8 ก็ทำคะแนนได้สูงกว่าประมาณ 33%
คะแนนทดสอบประสิทธิภาพด้วยแอปพลิเคชัน Benchmark
— Armoury Crate
ซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการเกมและทรัพยากรบนสมาร์ตโฟนเพื่อการเล่นเกมของ ROG Phone โดยเฉพาะ ซึ่งเป็น Signature ของ ASUS ROG เท่านั้นครับ หรืออาจบอกว่า Armoury Crate เป็น Command Game Mode หรือศูนย์กลางเรื่องเกมและฟีเจอร์เกมของ ROG Phone 9 Pro Edition ก็คงได้ เพราะภายในนี้เราจะสามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเล่นเกมบนตัวเครื่องได้ทั้งหมด รวมถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่เป็น Exclusive ROG Phone เช่น ไฟ Anime Vision, AirTriggers, พัดลม AeroActive Cooler X Pro และอื่น ๆ ทั้งหมดจะสามารถตั้งค่าและปรับแต่งได้ภายในนี้ทั้งหมด จบในที่เดียว
ตลอดจนการเซ็ตค่า Default สำหรับการเล่นเกมแบบเจาะจงรายเกมผ่าน Scenario Profiles ด้วยเช่นกันครับ เราก็สามารถเข้ามาเซ็ตในนี้ให้เสร็จ เพื่อให้ครั้งถัดไปเราไม่ต้องมาตั้งค่าอะไรเพิ่ม แค่กดเข้าเกมและรับประสบการณ์ที่เคยเล่นไว้ต่อได้เลย หรือใครต้องการ Game Tools เหมือนบน PCs อย่าง Macro หรือ AirTriggers เราก็สามารถเข้ามาปรับแต่งและตั้งค่าได้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนโหมด Performance ของตัวเครื่องที่มีพรีเซ็ตด้วยกันทั้งหมด 3 รูป คือ X Mode, Dynamic และ Ultra Durable ก็เข้ามาเลือกใช้งานได้ในนี้เช่นกัน
— Performance Mode : X Mode, Dynamic, Ultra Durable
X Mode : เป็นโหมดประสิทธิภาพที่รีดเค้นความเก่งของฮาร์ดแวร์ทั้งหมดบนตัวเครื่องออกมาแบบทุกหยด เพื่อประมวลผลสำหรับการเล่นเกมบนตัวเครื่องแบบสูงสุด ซึ่งต้องแลกกับความร้อนที่จะเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ รวมถึงพลังงานแบตเตอรี่ก็จะหมดเร็วกว่าปกติด้วยเช่นกัน

Dynamic : เป็นโหมดมาตรฐานที่จะปรับค่าทรัพยากรตัวเครื่องทั้งหมดแบบบาลานซ์ ซึ่งด้วยสเปกของ ROG Phone 9 Pro Edition เขาโหดสุดอยู่แล้ว เราเลยสามารถใช้โหมดนี้เล่นเกมให้สนุกได้เหมือนกันนะ และทำได้ดีมาก ๆ ด้วยครับ ถ้าใครอยู่ข้างนอกบ้านและคิดว่าน่าจะได้กลับบ้านอีกนานรอบตัวไม่มีแหล่งชาร์จไฟ ผมก็แนะนำให้ใช้โหมดนี้เล่นเกม

Ultra Durable : โหมดที่ผมแนะนำให้ใช้ในสถานการณ์ “แบตฯ ก็ใกล้จะหมด แต่ใจก็ยังเป็นเกมมิ่งอยู่ ” ผมแนะนำให้เปิดโหมดนี้เล่นเกมได้เลยครับ ไปต่อกับเกมได้อีกระยะนึงเลยทีเดียว

— XSENSE 3.0
เป็นฟีเจอร์ช่วยเล่นเกมที่อยู่ใน Armoury Crate การเรียกใช้งานก็เพียงเปิดหน้าต่าง Armoury Crate ขึ้นมา แล้วเลือกไอคอน XSENSE จากด้านล่างจากนั้นก็เข้าเลือกฟีเจอร์ที่ต้องการจะเปิดใช้งาน ซึ่งฟีเจอร์เกมอันนี้ส่วนผมขออวยยศให้เลยว่า “โกงจัด” ยิ่งใครที่ชอบเล่นเกมแนวเก็บเลเวล MMORPG อย่าง Ragnarok หรือแนว Open World อย่าง Genshin Impact รวมถึง Honkai Star Rail คุณจะมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการเล่นฟาร์มและเล่นที่มีเฉพาะคุณเท่านั้น เพราะ XSENSE 3.0 จะเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มคุณสมบัติในการเล่นเกมเข้ามาช่วยให้เราฟาร์มหรือเล่นได้ไวขึ้น เช่น
- Auto Pickup : เก็บของในเกมให้อัตโนมัติ
- Auto Run : วิ่งให้อัตโนมัติ
- Speed Up Conversations : เร่งความเร็วบทสนทนาในเกม ไม่ต้องมาคอยเคาะจอให้เปลี่ยนบทพูด
- Quick Escape : หนีออกจากวงต่อสู้ให้อัตโนมัติ
จะเห็นได้ว่า แต่ละความสามารถช่วยให้เราฟาร์มหรือเล่นเกมได้ไวขึ้นมาก ๆ แต่! ครับแต่! ฟีเจอร์ XSENSE 3.0 จะรองรับความสามารถในแต่ละเกมไม่เหมือนกันด้วยนะ อย่างถ้าไปเล่นกับ Honkai Star Rail จะมีแค่ข้ามบทสนทนาเท่านั้น หรือถ้าเล่นเกม RoV ก็จะเป็นการเซ็ตสกิลที่ต้องการจะใช้ไว้ในปุ่มหรือสกิลเดียว ตอนกดก็จะเป็นการใช้สกิลแบบเรียงลำดับที่เราตั้งไว้ทั้งหมดต่อเนื่องในครั้งเดียวได้เลย
โดยตอนที่ผมทดสอบและเล่นอยู่นี้จะรองรับใช้งานร่วมกับเกม Genshin Impact (เก็บของอัตโนมัติ, ล็อdการวิ่ง, ข้ามบทสนทนา, ออกจากวงต่อสู้), Honkai Star Rail (ข้ามบทสนทนา) ส่วนเกมอย่าง RoV, Mobile Legends Bang Bang และ League of Legends Wild Rift นั้น จะมีเอฟเฟคต์พิเศษเมื่อทำการ Kill, แจ้งเตือนเมื่อมีบัฟฟ์ปรากฎ และอัปสกิลตัวละครอัตโนมัติ นอกเหนือจากนี้ยังไม่รองรับการใช้งาน แต่ในอนาคตทาง ASUS ROG อาจมีการอัปเดตปลดล็อกให้เพิ่มเติมครับ

— AI Grabber 2.0
อีกหนึ่งฟีเจอร์ช่วยเล่นเกมที่อยู่ใน Armoury Crate เช่นกันครับ ส่วนการเรียกใช้งานก็ทำเหมือน XSENSE ได้เลย โดย AI Grabber 2.0 จะเป็นฟีเจอร์ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยแปลภาษาเนื้อหาภายในเกมให้สำหรับเกมที่ไม่มีภาษาไทยหรือภาษาที่ต้องการ พร้อมกับสามารถคัดลอกข้อความสำคัญ ๆ ในเกม ไปค้นหาวิธีการเล่น (Walkthrough) ต่อในเสิร์ชเอนจินภายนอก เช่น Google หรือ Gemini
ฟีเจอร์เกมมิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติม
— X Capture
ตัวซอฟต์แวร์จะทำการบันทึกวิดีโอเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในเกมให้อัตโนมัติ เช่น เปิดกาชาแล้วได้ตัว SSR หรือได้ไอเทมแรร์ เป็นต้น โดยตอนนี้จะรองรับเกม RoV, Genshin Impact และ Honkai Star Rail เท่านั้น
— AI Noise Cancellation
ปกติเราจะเห็นแต่การตัดเสียงรบกวนขณะสนทนาสายโทรศัพท์เท่านั้น แต่นี้ ROG Phone มือถือเกมมิ่งดังนั้นระบบตัดเสียงรบกวน จึงถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานในการเล่นเกมได้ด้วย โดยจะใช้ AI เข้ามาตัดเสียงรบกวนรอบข้างขณะที่เรากำลังสนทนากับเพื่อนในปาร์ตี้หรือในทีมระหว่างการเล่นเกม ทำให้ไม่พลาดทุกการสื่อสารสำหรับการเล่นเป็นทีม
— Anime Vision
Anime Vision บน ROG Phone 9 Pro Edition นับเป็นอีกจุดที่ ASUS ROG ได้ทำการปรับปรุงและเสริมความสามารถเข้ามาใหม่ ทำให้ Anime Vision ที่ในรุ่นก่อน ๆ เป็นเพียงลูกเล่นเกมมิ่งที่คอยแสดงผลไอคอนหรือสัญลักษณ์การแจ้งเตือนต่าง ๆ ในรูปแบบ Exclusive ROG เท่านั้น กลายมาเป็นพื้นที่ที่เราสามารถเล่นเกมแข่งกับเพื่อนได้ด้วย!
โดย Anime Vision เวอร์ชั่นใหม่ จะถูกติดตั้งมาในตำแหน่งพื้นที่ฝาหลังด้านหลังของตัวเครื่อง ROG Phone 9 Pro และ ROG Phone 9 Pro Edition เท่านั้น ใช้การแสดงผลผ่าน Programmable Mini LEDs 648 dots ซึ่งนอกจากจะแสดงผลตามไอคอนหรือสัญลักษณ์แจ้งเตือนการใช้งานต่าง ๆ ที่เราตั้งค่าไว้ตามที่เราคุ้นเคยแล้ว ในเวอร์ชั่นใหม่นี้ทาง ASUS ROG ได้เพิ่มคุณสมบัติ Anime Play เข้ามา จึงทำให้ Anime Vision สามารถเล่นเกม Classic Pixel เช่น เกมงู Snake Venture, เกม Speedy Runner หรือเกมขับยานยิงผี Aero Invaders และอีกหลายเกมได้ด้วยครับ โดยจะทำงานร่วมกับ AirTriggers ในการควบคุม และมีบอร์ดคะแนนเอาไว้แข่งกับเพื่อนได้ด้วย อันนี้ส่วนตัวชอบมาก ๆ เลย เป็นลูกเล่นเล็ก ๆ ที่ถูกใจชาวเกมมิ่งยุค 90s เป็นอย่างมาก
— AirTriggers
ถ้าใครเคยเล่นเกมบนเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง PS หรือ XBox ก็น่าจะคุ้นเคยฟีเจอร์ AirTriggers ได้ไม่ยากครับ เพราะฟีเจอร์นี้จะเปรียบเสมือนปุ่ม L1 – R1 บนจอยเครื่องเล่นเกมคอนโซลเลยนั่นเอง โดยตำแหน่งของปุ่ม AirTrigger จะถูกติดตั้งไว้ที่บริเวณขอบด้านข้างตัวเครื่อง ซึ่งในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงให้สามารถตอบสนองต่อการกดได้ดีกว่าเดิมด้วย นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งค่ารูปแบบการใช้งานได้ตามชอบทั้งความไวของปุ่ม การสั่น การใช้งานร่วมกับ Motion Sensor หรือจะเซ็ตไว้เป็นปุ่มคีย์ลัดก็ได้
อีกจุดที่เป็นไฮไลต์เล็ก ๆ แต่สำหรับผมยอมรับเลยว่าประทับใจในไอเดียเลยกับการที่ทาง ASUS ROG ออกแบบให้เราสามารถใช้ปุ่ม AirTriggers เป็นปุ่มลัดในการเข้าสู่กล้องถ่ายรูปและใช้เป็นปุ่มกดชัตเตอร์สำหรับถ่ายรูปได้ด้วยนะ! ต้องชมในไอเดียเลยจริง ๆ ครับ นอกจากจะทันเทรนด์แล้วยังคงเอกลักษณ์ของการเป็นมือถือเกมมิ่งไว้ได้พร้อมกันด้วย
— AeroActive Cooler X Pro
การเป็นสมาร์ตโฟนเกมมิ่งที่มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์หรือสเปกตัวเครื่องที่แรงที่สุดของตลาด แน่นอนว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่เราต้องแลกมากับความแรงก็คือ “ความร้อน” ที่เกิดขึ้นแน่นอนเมื่อตัวเครื่องต้องรันทำงานตอนเล่นเกมระดับสูง ลำพังตัวเครื่อง ROG Phone 9 Pro Edition ก็มีระบบลดอุณหภูมิที่ชื่อว่า GameCool 9 System อยู่แล้ว และจากที่ลองเล่นเกม Genshin Impact ต่อเนื่อง 1-2 ชั่วโมง ณ อุณหภูมิห้อง ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเลยทีเดียวครับ สามารถควบคุมและลดอุณหภูมิที่เกิดขึ้นรอบตัวเครื่องและฝาหลังได้จนอยู่ในระดับที่เราถือเล่นเกมต่อเนื่องได้ (อุ่น ๆ )
แต่แน่นอนว่ายังไงก็ไม่เร็วและนิ่งเท่าการมีอุปกรณ์เสริมอย่างพัดลม AeroActive Cooler X Pro มาช่วยอีกแรง การติดตั้งตัวพัดลมพร้อมกับเล่นเกมต่อเนื่องมากกว่า 1 ชั่วโมง สามารถลดอุณหภูมิลงได้ครึ่งหนึ่งจากไม่ใช้เลยทีเดียว ถึงแม้จะมีการกินพลังงานแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็แลกกับความไวในการลดอุณหภูมิและความคงที่ของอุณหภูมิที่มีผลต่อ FPS ของเกม
โดยเราสามารถเลือกปรับการแสดงผลของไฟและแรงลมของตัวพัดลมได้เองด้วย รวมทั้งยังได้ปุ่ม Triggers เพิ่มอีกสองปุ่ม และในเวอร์ชั่นนี้ทาง ASUS ROG ได้นำ Subwoofer ที่หลายคนบ่นว่าถอดออกทำไมตอน ROG Phone 8 Series กลับมาใส่ให้อีกครั้ง ดังนั้นในภาพรวมผมว่าการได้ AeroActive Cooler X Pro มาใช้งานควบคู่กับตัวมือถือ เป็นอะไรที่แนะนำให้ต้องมีและใช้คู่กันจริง ๆ ครับ โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์การเล่นเกมที่เล่นครั้งหนึ่งนานกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป
— GameCool 9 Cooling System
อย่างที่เกริ่นไปในหัวข้อด้านบนว่า ROG Phone 9 Pro Edition มีระบบควบคุมและลดอุณหภูมิแบบ Stand Alone บนตัวเครื่องอยู่แล้วชื่อว่า “GameCool 9” ซึ่งทาง ASUS ROG น่าจะทราบเรื่องความร้อนที่จะเกิดขึ้นแน่นอน จึงได้วางกลไกการทำงานในด้านลดและควบคุมอุณหภูมิบนตัวเครื่องไว้ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยที่ระยะสั้นหรือเริ่มต้น (เล่นเกมต่อเนื่องประมาณ 1 – 15 นาที) กับระยะกลาง (เล่นเกมต่อเนื่องประมาณ 15 – 30 นาที) จะใช้ GameCool 9 Cooling System เข้าทำงาน
โดยโครงสร้างของ GameCool 9 จะมีการระบายความร้อนเป็น 5 ส่วน เริ่มจากการวางตำแหน่งชิปประมวลผลไว้ที่กึ่งกลางตัวเครื่อง ดึงความร้อนออกจากชิปโดยตรงด้วย Rapid-cooling Conductor (ราพิด-คูลลิ่งคอนดัคเตอร์ เสมือนฮีทซิ้งค์ในชุดระบายความร้อนของคอมพิวเตอร์) และสารนำความร้อนประสิทธิภาพสูง “โบรอนไนไตรด์” ส่งผ่านความร้อนไปยังชุด Vapor Chamber ที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าตัวชิปประมวลผลถึงสามเท่า ซึ่งประกบด้วยแผ่นกราไฟต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 57% ทั้งด้านบนและด้านล่าง ทำหน้าที่กระจายความร้อนออกสู่ภายนอกได้ดีขึ้นถึง 12% จึงทำให้ในภาพรวมสามารถลดอุณหภูมิได้ดีขึ้นจากรุ่นก่อนประมาณ 2-4 องศาเซลเซียล
ส่วนในระยะยาวหรือเล่นเกมต่อเนื่องมากกว่า 1 ชั่วโมง ก็ต้องพึ่งพาพัดลมระบายความร้อน AeroActive Cooler X Pro ที่ถูกออกแบบความยาวของใบพัดตัวพัดลมให้ยาวขึ้น 12.5% และมาพร้อมกับระบบ Thermoelectric AI Cooling System ที่มีแผ่น Peltier (เพลเทียร์) อยู่ภายใน เข้ามาช่วยปัญหาความร้อนสะสมภายในตัวเครื่อง
ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมเล่นเกม Honkai และ Genshin ติดต่อกัน 1 – 2 ชั่วโมง ก็รู้สึกว่าเรื่องความร้อนบนตัวเครื่องเกิดขึ้นไวเหมือนกันประมาณ 15 นาทีก็รู้สึกอุ่นที่ด้านหลังตัวเครื่องแล้ว และเมื่อเข้าสู่ 30 นาที ก็รู้สึกว่าร้อนขึ้นจากเดิม และเมื่อนำพัดลมมาใช้ช่วยก็สบายเลยครับ กลับมาเย็นเหมือนตอนเล่นใหม่ ๆ เลย ยังไงก็แนะนำว่าต้องมีจริง ๆ พัดลม AeroActive Cooler X Pro สำหรับใครที่เล่นเกมต่อเนื่องนาน ๆ
/ Battery อัปเกรดความจุแบตเตอรี่ 5800mAh พร้อมชาร์จเร็ว 65W
ROG Phone 9 Pro Edition ได้รับการอัปเกรดความจุของแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น โดยมาพร้อมขนาดแบตเตอรี่ 5800mAh สามารถเล่นเกมหนัก ๆ ติดต่อกันได้ประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง พร้อมกับรองรับการชาร์จเร็วแบบ ROG HyperCharge 65W สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 5800mAh จาก 0 – 100% ได้ในระยะเวลาเพียง 46 นาที และยังรองรับการชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi 1.3 ที่กำลังไฟสูงสุด 15W ด้วย นอกจากนี้ ยังมีระบบชาร์จแบบ Bypass ชาร์จไฟตรงไปเลยสำหรับสายเล่นเกมนานจัด ๆ
/ Audio ระบบเสียงที่รับฟังและเข้าใจคนเล่นเกม
ประสบการณ์รับฟังหรือระบบเสียงบนตัวเครื่อง ROG Phone 9 Pro Edition ทั้งหมด ทาง ASUS ROG ได้เล่าให้ผมฟังตอนบรีฟว่า พวกเขารับฟังลูกค้าของพวกเขามาก ๆ เลยล่ะครับ โดยนำสิ่งที่ลูกค้าบ่นและติมาในรุ่น ROG Phone 8 Series มาปรับปรุงใหม่ สิ่งใดที่ลูกค้าอยากให้นำกลับมาเช่น Subwoofer ในพัดลม AeroActive Cooler ทาง ASUS ROG ก็นำกลับมาใส่ให้ในรุ่นนี้ สิ่งใดที่ลูกค้าอยากให้ปรับปรุงเช่น เรื่องของเสียงที่เบาลงหรือไม่โอบล้อมเมื่อใส่เคสและเล่นเกมไปด้วย
ทาง ASUS ROG ก็ได้ทำการออกแบบเคสตัวเครื่องใหม่ โดยออกแบบให้ส่วนเคสบริเวณลำโพงเสียงปิดทึบ เพื่อให้เสียงพุ่งเข้าหาผู้ใช้ขณะเล่นได้รับประสบการณ์เสียงแบบ Front-Facing เมื่อใช้งานตัวเครื่องกับเคสกันกระแทกของ ROG ด้วยเทคโนโลยี Audio Redirection เสมือนลำโพงสเตอริโอที่มีการวางตำแหน่งหันเข้าสู่ผู้ใช้โดยตรง และเมื่อใช้งานร่วมกับพัดลม AeroActive Cooler X Pro ที่มีซับวูฟเฟอร์กลับมาในตัวแล้ว ก็สามารถให้เสียงย่านต่ำที่หนักแน่นยิ่งขึ้นถึง 23.9% ซึ่งจากที่ผมใช้งานมาก็รู้สึกว่าเสียงจะพุ่งเข้าหาตัวเราตอนเล่นเกมได้ดีขึ้นระดับหนึ่ง และเมื่อใช้งานร่วมกับพัดลมเสียงเบสและเสียงเกมที่ย่านความถี่ต่ำมาเต็มเลยล่ะ
นอกจากนี้ ROG Phone 9 Pro Edition ยังมาพร้อมลำโพงเสียงคู่สเตอริโอรองรับเสียงในระดับ Hi-Res Audio และมีการปรับจูนเสียงโดย DIRAC และรองรับ DIRAC VIRTUO (ไดแรค-เวอร์ชูโอ้) ที่กำลังเป็นมาตรฐานด้านเสียงใหม่บนสมาร์ตโฟนพรีเมียมและเรือธงหลายแบรนด์ ในการเชื่อมต่อหูฟัง (รองรับทั้งการเชื่อมต่อผ่าน 3.5mm / USB-C / Bluetooth) การมี DIRAC VIRTUO และปรับจูนเสียงผ่าน DIRAC ด้วยก็จะทำให้เสียงที่เรารับฟังผ่านหูฟังมีมิติโอบล้อมเหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ และยังได้พลังของ AI เข้ามาช่วยในการตัดเสียงรบกวนแบบ Bi-Directional ในทุกการสื่อสาร ให้เสียงในการพูดคุยที่คมชัดสมบูรณ์แบบ
ยังไม่จบครับ! ภายในเกมทาง ASUS ROG ยังได้ทำ Scenario Sound ให้เราสามารถแยกการปรับเสียงเพื่อกิจกรรมใดกิจกรรมได้โดยเฉพาะเช่น ปรับเสียงเฉพาะการเล่นเกม ตัวเครื่องก็จะนำค่าเสียงที่เราตั้งค่าไว้มาใช้เฉพาะตอนเล่นเกมเท่านั้น ไม่เอาไปใช้เป็น Overall Sound บนตัวเครื่องทั้งหมด
/ Operating System ระบบปฏิบัติการ Android 15 ครอบทับด้วย ROG UI
ด้านซอฟต์แวร์บนตัวเครื่องของ ROG Phone 9 Pro Edition จะรันบนระบบปฏิบัติการ Android 15 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของ Android OS พร้อมกับครอบทับด้วยอินเทอร์เฟซและฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ ROG UI ในการมอบประสบการณ์การใช้งานให้กับผู้ใช้ โดยประสบการณ์ใช้งานผ่าน ROG UI ส่วนตัวผมรู้สึกว่า เป็น UI ที่มีความคลีนมาก ๆ ใกล้เคียงกับ Stock Android UI เลยก็ว่าได้ แต่ยังสอดแทรกความเป็น Gaming เข้าไปในรายละเอียดได้ดีและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนเดิม
ส่วนหนึ่งที่ทำ UI ออกมาคลีนมากขนาดนี้ ก็คาดเดาว่าน่าจะเป็นเพราะทาง ASUS ROG ต้องการทำให้ตัวเครื่องมีความเบามากที่สุด เพื่อให้ตัวเครื่องไม่กินทรัพยากรในสิ่งที่ไม่จำเป็นนั่นเอง ส่วนการดูแลซอฟต์แวร์หลังการขายให้ลูกค้านั้นทาง ASUS ROG บอกว่าพวกเขาการันตีการอัปเดต Android ให้กับลูกค้าชาวไทยทั้งหมด 2 เวอร์ชั่นครับ และจะดูแลอัปเดต Security Patch ให้ต่อเนื่องนาน 5 ปี
อินเทอร์เฟซของ ROG UI บน ROG Phone 9 Pro Edition
/ AI Features ทันสมัยและรู้ใจมากขึ้นด้วย AI
รอบนี้ทาง ROG Phone 9 Pro Edition ไม่ได้มาแค่เพียงประสิทธิภาพขั้นสุดด้านเกมมิ่งเท่านั้น เพราะอย่างที่เกริ่นไปครับว่า ASUS ROG ตั้งใจจะให้ ROG Phone 9 Series สามารถไปได้กับไลฟ์สไตล์ปกติของลูกค้าด้วย ดังนั้นจึงได้นำความสามารถของ AI ที่กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสมาร์ตโฟนยุคใหม่ใส่เข้ามาช่วยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งานทั่วไปด้วย
AI Features ที่มากับตัวเครื่องจะประกอบด้วย
- AI Call Translator ใช้ AI แปลภาษาเรียลไทม์ขณะสนทนาสาย (ยังไม่รองรับภาษาไทย)
การเรียกใช้ AI : เข้าเมนูการโทร > เลือกเปิดใช้งาน AI Call Translator > เลือกภาษา Incoming Call และ Outgoing Call
- AI Transcript ใช้ AI ช่วยถอดบทสนทนาจากเสียงบันทึก (Sound Recorder) ให้เป็นข้อความ (Text)
การเรียกใช้ AI : เข้าแอปพลิเคชั่น Recorder > กดไอคอนบันทึกเสียง > เลือก Transcription > เมื่อบันทึกเสร็จเลือก Summarize
- AI Wallpaper ใช้ AI สร้างภาพ Wallpaper ให้จาก Prompt ที่เราต้องการ
การเรียกใช้ AI : เข้าไปที่การตั้งค่าตัวเครื่อง > Wallpaper & Style > เปลี่ยนภาพ Wallpaper > AI Wallpaper
- Semantic Search ใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูลบนตัวเครื่องให้ตรงกับสิ่งที่เรากำลังสนใจหรือต้องการ
การเรียกใช้ AI : พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา เช่น สถานที่, เมนูการตั้งค่า หรือฟีเจอร์ที่ต้องการเรียกใช้ และอื่น ๆ ในช่องค้นหาของ ROG UI
- Circle to Search ใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูลเกียวกับสิ่งที่เราวงกลมไว้
การเรียกใช้ AI : กดปุ่มโฮม (วงกลม) ค้างไว้ > วงกลมล้อมสิ่งที่เราต้องการค้นหา
/ Design งานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของชาว ROG
ROG Phone 9 Pro Edition มาพร้อมดีไซน์ที่มีความเป็นมือถือไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพื่อให้ไปได้กับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายของความเป็นเกมมิ่งตามสไตล์ ROG (ส่วนตัวผมรู้สึกว่างานดีไซน์ในความเป็นเกมมิ่งเหมือนจะมีเพิ่มขึ้นนิดนึงจากตอน ROG Phone 8 Series ด้วย) ตัวเครื่องจึงมีความเรียบหรูแต่แฝงไว้ซึ่งความโดดเด่นมีเสน่ห์ของ ROG โดยมาพร้อมกับสีตัวเครื่องสีดำ Phantom Black ถูกเคลือบผิวด้านหลังตัวเครื่องด้วยเทคโนโลยีนาโนคริสตัล ให้สัมผัสแบบด้านที่มอบความรู้สึกนุ่มนวลและหรูหราไปพร้อมกัน
ด้านหน้าตัวเครื่องมาพร้อมจอแสดงผล LTPO AMOLED SAMSUNG E6 ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ FHD+ ตัวจอเป็นจอชนิด Flat Display มีค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 185Hz และมีค่าไวในการสัมผัส (Touch Sampling Rate) สูงสุดถึง 720Hz เลยทีเดียวครับ ขยับขึ้นไปบริเวณกึ่งกลางด้านบนของจอแสดงผลจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้าความละเอียด 32MP
ด้านล่างตัวเครื่องมีพอร์ต USB-C, ลำโพงเสียงสเตอริโอ และรูเสียบหูฟังแบบ Jack 3.5 มม.
ด้านซ้ายตัวเครื่องมีพอร์ต USB-C ตำแหน่งที่สอง ใช้สำหรับชาร์จพลังงานแบตเตอรี่ตอนที่เราถือเล่นเกมในรูปแบบแนวนอน
ด้านขวาตัวเครื่อง เป็นตำแหน่งของ AirTriggers ซึ่งจะถูกติดตั้งบริเวณด้านบน-ล่างของขอบด้านตัวเครื่องโดยมีสัญลักษณ์ ROG เป็นตัวระบุตำแหน่งปุ่ม ในขณะที่ตรงกลางของขอบตัวเครื่องจะเป็นปุ่มกดปรับระดับเสียงเพิ่ม-ลด (Volume) และปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง (Power)
พลิกมาที่ด้านหลังตัวเครื่องบริเวณกรอบโมดูลกล้อง (ROG Phone 9 Pro / 9 Pro Edition) จะมีความโดดเด่นกว่าเดิมด้วยเส้นตัดทแยงสีแดงสดพร้อมข้อความ “ROG” ในขณะที่กล้องถ่ายรูปมาพร้อมกล้อง Triple camera ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 50MP, กล้อง Telephoto ความละเอียด 32MP และกล้องเลนส์มุมกว้างความละเอียด 13MP
ขยับลงไปบริเวณกลางฝาหลังจะมีการเสริมความเป็นเอกลักษณ์ด้วย AniMe Vision แบบใหม่ล่าสุด ที่มีไฟ Mini-LED สีขาวและสีแดงมากถึง 648 ดวง (เดิมมี 341 ดวง) เรียงตัวกันแบบ Dot Matrix สามารถปรับแต่งได้อิสระมากยิ่งขึ้น และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด AniMe Play ให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับ 4 พิกเซลเกมสุดคลาสสิค (Brick Smasher, Snake Venture, Aero Invaders และ Speedy Runner) ได้ทันทีที่บริเวณด้านหลังตัวเครื่อง ชวนให้นึกถึงบรรยากาศความสนุกที่เรียบง่ายจากยุค 80 – 90 ผู้ใช้ยังสามารถปลดล็อคแอนิเมชันแบบพิเศษที่ถูกซ่อนไว้ทั้ง 12 แบบ เมื่อแตะด้านหลังตัวเครื่องเข้ากับ ROG Phone 9 Pro / 9 Pro Edition เครื่องอื่นๆ
/ Camera กล้องถ่ายรูปที่เริ่มเก่งขึ้น และคาดหวังผลได้มากขึ้น
กล้องถ่ายรูปของ ROG Phone 9 Pro Edition มีการพัฒนาและอัปเกรดความสามารถเพิ่มขึ้นพอสมควรเมื่อเทียบกับตอน ROG Phone 8 Series ครับ เรามาดูสเปกกล้องของ ROG Phone 9 Pro Edition กันก่อน ซึ่งครั้งนี้มากับกล้อง Triple Camera
กล้องหลัก ใช้เซนเซอร์ SONY LYTIA 700 ขนาดเซนเซอร์ 1/1.56”, F1.9, 6- axis Hybrid Gimbal Stabilizer 4.0
- ใช้เทคโนโลยีรวมภาพ Quad Bayer Technology 12.5 MP
- มีขนาดพิกเซล 2 µm Large Effective Pixel Size
- สามารถถ่ายภาพไฟล์ JPEG & RAW ที่ความละเอียด 50MP
- ระยะ Focal Length 23.8mm ซึ่งเทียบเท่ากับระยะ Focal Length 35mm บน Film Camera
- เลนส์กล้อง 6P Lens
- ระบบโฟกัสภาพ 2×2 On-chip-lens Phase Detection Autofocus
กล้อง Telephoto ความละเอียด 32MP (F2.4)
- 3x Optical Zoom
- 10-30x ใช้เทคโนโลยี Hyper Clarity ให้ภาพคมชัด (มีเฉพาะใน ROG Phone 9 Pro / 9 Pro Edition)
- Built in OIS
- รองรับการใช้งานใน Portrait Mode
กล้องเลนส์มุมกว้าง (Ultra Wide) ความละเอียด 13MP
- 120° Ultrawide-angle Camera
- Free-form Lens
- ระยะ Focal Length 12.7mm เทียบเท่าระยะ Focal Length 35mm บน Film Camera
LED Flash
Exclusive Features ถ่ายภาพด้วยฟีเจอร์ AirTrigger Capture เพียงสัมผัสบริเวณปุ่ม AirTrigger ก็สามารถบันทึกภาพได้ทันที, Zero Lag Shutter เปิดใช้งานในเมนูตั้งค่ากล้อง
อินเทอร์เฟซกล้องถ่ายรูป ROG Phone 9 Pro Edition
สำหรับในด้านเทคโนโลยีกล้องทาง ASUS ROG ก็ได้เล่าให้ฟังในส่วนของกล้องถ่ายรูปว่าพวกเขามีความตั้งใจมาก ๆ ที่จะพัฒนากล้องถ่ายรูปของ ROG Phone 9 Series ให้มีความเก่ง มีความสามารถในระดับที่ผู้ใช้งานสามารถคาดหวังผลงานได้เหมือนกับสมาร์ตโฟนไลฟ์สไตล์ และเรื่องกล้องก็เป็นหนึ่งในลิสต์ที่ลูกค้าต้องการเห็นบนผลิตภัณฑ์ ROG Phone Series ด้วยเช่นกัน
จากประสบการณ์ที่ผมได้ใช้กล้องตัวนี้ถ่ายภาพ ส่วนตัวก็รู้สึกว่ากล้องของ ROG Phone 9 Pro Edition มีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหลายจุดไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ Noise รบกวนเมื่อต้องถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยก็ทำได้ดีขึ้น มีการรบกวนน้อยลงชัดเจน โทนสีของภาพมีความเป็นธรรมชาติขึ้น และตรงกับสิ่งที่เรามองเห็นมากขึ้นด้วย และลูกเล่น-ฟีเจอร์ต่าง ๆ ก็มีเพิ่มให้เลือกใช้มากขึ้น ถ่ายได้สนุกขึ้น
ในภาพรวมก็ยังคงเป็นกล้องที่เก่งในสภาพแวดล้อมแสงธรรมชาติ ถ่ายวิวทิวทัศน์ได้สวย คมชัด ส่วนการถ่ายพอร์ตเทรตที่รู้สึกว่าทาง ASUS ROG จะดูจริงจังมากขึ้นในรุ่นนี้ ผลงานของภาพหลังถ่ายออกมาก็ทำได้ดีเลยครับ แต่อาจจะต้องนำไปปรับเพิ่มเติมในเรื่องของโทนสีและสกินซอฟต์เพิ่มเติมสำหรับคนที่ชอบพอร์ตเทรตแบบละมุน รับชมตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ ROG Phone 9 Pro Edition กันได้เลย
ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง ROG Phone 9 Pro Edition
ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า ROG Phone 9 Pro Edition
/ Conclusion บทสรุป
บทสรุปส่งท้ายของ ROG Phone 9 Pro Edition สำหรับผมแล้วมือถือรุ่นนี้เขาคือที่สุดของคนที่ชอบเล่นเกมบนสมาร์ตโฟนแล้วล่ะครับ คงไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเพราะเล่นเกมได้ทุกเกมบน Google Play Store และเล่นได้อยากไหลลื่น สนุก และได้อรรถรสในความเป็นเกมมิ่งขั้นสุด มีฟีเจอร์เสริมมาเพื่อให้คุณมีความโปรมากกว่าการเล่นบนสมาร์ตโฟนทั่วไป ดังนั้นถ้าหากคุณเป็นคนที่รักและชื่นชอบการเล่นเกมบนสมาร์ตโฟนเป็นชีวิตจิตใจ หรืออยากได้มือถือที่มีประสิทธิภาพสูงเอาไว้ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เล่นเกมอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย ROG Phone 9 Pro Edition นิแหละครับคือคำตอบ
มือถือเกมมิ่ง กับ มือถือทั่วไปที่สเปกแรงพอกัน เลือกอะไรดี?
คำถามที่แฟนเพจของเรามักจะถามกันเข้ามาเยอะทุกครั้งที่รีวิว ROG Phone Series ได้ออนออกไป ผมเลยขอสรุปไว้ให้อีกครั้งเลยครับว่า สำหรับในมุมมองผมมือถือสองแบบนี้จะแตกต่างกันตรง
- DESIGN มือถือเกมมิ่งจะมีการออกแบบตัวเครื่องที่เฉพาะตัวกว่า
- สเปก และ เทคโนโลยี ที่คิดและพัฒนามาสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ เช่น ระบบระบายความร้อนและการควบคุมอุณหภูมิ, เทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเล่นเกม และอื่น ๆ
- ลูกเล่น ฟีเจอร์ และซอฟต์แวร์ ที่ออกแบบสำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ เช่น AirTriggers, พัดลม AeroActive Cooler X Pro หรือจะเป็นไฟด้านหลัง Anime Vision สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้เฉพาะสมาร์ตโฟนเกมมิ่งเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าที่ว่ามาคือสิ่งที่คุณคิดว่าควรมีใน Choice ของคุณเมื่อต้องการสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ ก็แนะนำครับว่า “Gaming Phone” จะตอบโจทย์กว่าแน่นอน แต่ถ้ารู้สึกว่าต้องการเพียงสมาร์ตโฟนแรง ๆ ที่เล่นเกมได้ทุกเกม แต่ไม่ได้เน้นฟีเจอร์ลูกเล่นอะไรมากมายเพิ่มเติมสมาร์ตโฟนเรือธงทั่วไปก็จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
ROG Phone 8 Series VS ROG Phone 9 Pro Edition ควรขยับขึ้นไหม?
สำหรับผมในคำถามที่ผมคิดว่าอยู่ที่เรื่องราวของงบล้วน ๆ เลยครับ เพราะถ้าหากรู้สึกยังไม่พร้อมที่จะเสียเงินเพิ่ม การอยู่กับ ROG Phone 8 Series ก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้ว เพราะด้วยความที่ทุกครั้งทาง ASUS ROG เปิดตัว ROG Phone Series รุ่นใหม่ ฮาร์ดแวร์ทุกอย่างก็คือที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น ดังนั้นจึงทำให้เรายังสามารถใช้งานตัวเครื่องต่อไปได้นานถึง 3-5 ปีเลยทีเดียวครับ แต่งบพร้อมและต้องการลูกเล่น ฟีเจอร์ หรือคุณสมบัติใหม่ ๆ เข้ามา การขยับขึ้นมายัง ROG Phone 9 Pro หรือ ROG Phone 9 Pro Edition ก็จะทำให้ได้ประสบการณ์การเล่นเกมที่สนุกได้อรรถรสมากขึ้น และแนะนำว่าไปจบที่รุ่น ROG Phone 9 Pro Edition ที่อยู่ในบทความรีวิวนี้จะจบกว่าแน่นอนครับ
/ Price & Availability ราคา การวางจำหน่าย และโปรโมชัน
ROG Phone 9 Series พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทย ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2025 วันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยวางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ ROG Phone 9 FE (16GB + 256GB) ราคา 29,990 บาท, ROG Phone 9 Pro (16GB + 512GB) ราคา 39,990 บาท และ ROG Phone 9 Pro Edition (24GB + 1TB) ราคา 49,990 บาท มาพร้อมพัดลม Aero Active Cooler X Pro ในกล่อง
รวมทั้งจำหน่ายผ่านช่องทาง AIS, ASUS Online Store, ASUS Official Store บน Lazada, Shopee และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมกับจัดโปรโมชันสุดพิเศษ “Early Bird” ซื้อก่อนคุ้มกว่า โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- เมื่อซื้อ ROG Phone 9 ทุกรุ่น รับฟรี! ROG Phone 9 Chill Case มูลค่า 1,490 บาท, ROG Slash Bag 2.0 มูลค่า 1,990 บาท, ROG Phone 9 Screen Protector มูลค่า 690 บาท (ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 2 มีนาคม 2568 ของแถมมีจำนวนจำกัด)
- พิเศษ! เฉพาะในงาน Thailand Mobile Expo 2025 รับของแถมเพิ่มทันที ได้แก่ จอย ROG Tessen Mobile Controller มูลค่า 3,590 บาท (เฉพาะรุ่น ROG Phone 9 Pro / 9 Pro Edition), หูฟัง ROG Cetra True Wireless มูลค่า 1,990 บาท (เฉพาะรุ่น ROG Phone 9 FE) (ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 โดยของแถมมีจำนวนจำกัด)
*ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ASUSTHAILAND
—————
▶︎ อัปเดตข่าวสาร และบทความต่างๆ
คลิกดูต่อที่ insight-daily.com ได้เลย!











































































































































