LIFESTYLEFLIGHTSHOTELSINSIGHT NEWSTRAVEL

Trip.com เผยเทรนด์ท่องเที่ยวช่วง Golden Week 2026 ภูเก็ตยอดจองพุ่ง 78% เชียงใหม่ครองใจเจน Z

นักท่องเที่ยวชาวจีนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับหนึ่งในช่วงเวลาการเดินทางที่คึกคักที่สุดของปี โดยข้อมูลล่าสุดจาก Trip.com Group เผยว่า ในปีนี้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มวางแผนเดินทางเร็วขึ้นและเดินทางนานขึ้นในช่วง Golden Week โดยการลางานเพิ่มเพียง 3 วัน สามารถขยายช่วงวันหยุดได้ถึง 13 วัน เมื่อรวมวันหยุด Golden Week เข้ากับเทศกาลไหว้พระจันทร์ คาดว่ายอดการเดินทางออกนอกประเทศจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน โดยมีระยะเวลาการเดินทางเฉลี่ยมากกว่า 9 วัน ประเทศไทยครองหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดฮิตช่วง Golden Week ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นในช่วง Golden Week ปีนี้ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางสู่ ภูเก็ต อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดจองเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ เชียงใหม่ กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางเมืองรองยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเจน Z [2] ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดขาออกสำคัญที่เดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงเทศกาลนี้ โดยอยู่ในกลุ่มตลาดขาออกชั้นนำร่วมกับมาเลเซียและเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่าวันหยุดยาวมีส่วนช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชีย [4] เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนบทบาทของไทยในช่วง Golden Week ในสองมิติ ทั้งในฐานะจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และในฐานะตลาดขาออกสำคัญสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวปีนี้ วางแผนออกเดินทางเร็วขึ้น จองทริปเที่ยวยาวขึ้น เนื่องจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ก่อนช่วงวันหยุด Golden Week ในเดือนตุลาคม นักท่องเที่ยวชาวจีนจึงปรับแผนออกเดินทางให้เร็วขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่มีผู้เดินทางหนาแน่น โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจองเที่ยวบินระหว่างประเทศเป็นเที่ยวบินที่ออกเดินทางก่อนวันหยุด Golden Week ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม ขณะที่จำนวนการเดินทางออกนอกประเทศสูงสุดในแต่ละวันอยู่ในช่วงวันที่ 25 และ 30 กันยายน นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่เพียงออกเดินทางเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังใช้ประโยชน์จากวันหยุดยาวเพื่อเดินทางไกลและใช้เวลาในต่างประเทศนานขึ้น โดยยอดจอง ที่พักโรงแรม ตั้งแต่ 7 คืนขึ้นไปเพิ่มขึ้น 123% เมื่อเทียบกับปีก่อน

Read More
LIFESTYLEHOTELSINSIGHT NEWSTRAVEL

Airbnb เผยประเทศไทย จุดหมายยอดฮิตของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล

Airbnb เผยว่าในปี 2567 จำนวนคืนจองที่พักในประเทศไทยจากนักเดินทาง Airbnb จากกลุ่มตลาดระยะไกลเพิ่มขึ้นเกือบ 40%* เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงสถานะของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมที่ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ คือ การเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินโดยเฉพาะจากยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย นายอมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “แนวโน้มการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด นักเดินทางจากกลุ่มตลาดระยะไกลเลือกเดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อการพักผ่อนเท่านั้น แต่เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสัมผัสประสบการณ์ที่มีความหมาย เมื่อผู้คนมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แท้จริงนอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวทั่วๆ ไป เราจึงมองเห็นโอกาสในการกระจายการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้าถึงชุมชนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น” โดยนักเดินทาง Airbnb จากประเทศกลุ่มตลาดระยะไกลที่นิยมเดินทางมาประเทศไทยมากที่สุดในปี 2567 ได้แก่ *สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และจาก 10 อันดับประเทศตลาดระยะไกลที่มีการจองที่พักในไทยมากที่สุด คือ นักเดินทางจากประเทศฝรั่งเศสมีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยจำนวนคืนที่จองเพิ่มขึ้นกว่า 70% ในปี 2567 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนั้น ยังมีประเทศอื่นๆ ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากตลาดระยะไกล ซึ่งในปี 2567 Airbnb พบว่าการเข้าพักระยะยาว (28 คืนขึ้นไป) ในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจากประเทศตลาดระยะไกลเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า** แนวโน้มนี้สะท้อนถึงความต้องการในการเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวระยะไกลเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการเข้าพักระยะยาวและการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง ข้อมูลอ้างอิง * จำนวนคืนเข้าพักสุทธิที่จองในประเทศไทยจากผู้เข้าพัก Airbnb จากตลาดระยะไกล  (นอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก)

Read More