INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

โปรแกรม AWS re/Start เปิดตัวในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมแก่บุคลากรในไทยสำหรับอาชีพด้านคลาวด์

โปรแกรมฟรีช่วยพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีโดยการฝึกอบรมทักษะด้านคลาวด์ และสร้างโอกาสในการสัมภาษณ์งานให้กับผู้ว่างงานหรือผู้ที่ทำงานไม่เต็มเวลา วันนี้อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com ประกาศเปิดตัวโครงการ AWS re/Start ในประเทศไทย โปรแกรม AWS re/Start เป็นโปรแกรมพัฒนาทักษะบุคลากรโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ว่างงานหรือบุคคลที่ประกอบอาชีพไม่เต็มเวลา ให้มีความพร้อมสำหรับอาชีพใหม่ในด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และมอบโอกาสในการสัมภาษณ์งานกับผู้ว่าจ้างที่สนใจให้แก่ผู้เรียน โปรแกรมนี้เปิดสอนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมาก่อนในการสมัคร การวิจัยของ Gallup ซึ่งดำเนินการโดย AWS แสดงให้เห็นว่า 94% ของพนักงานที่ไม่ได้ทำงานด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย มีความสนใจอย่างมากหรือมากที่สุดในการรับการฝึกอบรมในทักษะดิจิทัลอย่างน้อยหนึ่งทักษะ เช่น ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ (cybersecurity) ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และวิทยาการหุ่นยนต์ (robotics) อย่างไรก็ตาม 53% ของพนักงานที่ไม่ได้ทำงานด้านเทคโนโลยีกล่าวถึงอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการไม่มี เพื่อแก้ไขอุปสรรคนี้ AWS re/Start ให้การฝึกอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งแบบเข้าห้องเรียนหรือแบบออนไลน์เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ และสนับสนุนผู้เรียนในช่วงเริ่มต้นอาชีพใหม่ด้านคลาวด์ โปรแกรมนี้ครอบคลุมทักษะพื้นฐานด้านคลาวด์ของ AWS และทักษะอาชีพที่จำเป็นอื่น ๆ เช่น เทคนิคการเขียนประวัติส่วนบุคคลและการสัมภาษณ์งาน ผ่านการฝึกปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สถานการณ์จำลอง การนำไปใช้งานจริง การเรียนรู้ในห้องปฏิบัติการและผ่านหลักสูตร ให้ผู้เรียนสร้างความรู้และทักษะเกี่ยวกับ Linux, Python, ระบบเครือข่าย, ความปลอดภัย และฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน โปรแกรมนี้จะเตรียมความพร้อมให้พวกเขาเข้าสู่บทบาทในงานด้านคลาวด์ในระดับเริ่มต้น เช่น การใช้งาน ความเสถียรของเว็บไซต์ การดูแลโครงสร้างพื้นฐาน และอื่น ๆ โปรแกรม AWS re/Start ยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าร่วมในการสอบใบรับรอง

Read More
INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

Dime! แอปพลิเคชันการเงินจากเกียรตินาคินภัทร เลือกใช้ AWS เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนระดับโลก

Amazon Web Services (AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com ประกาศในวันนี้ว่า Dime! แอปพลิเคชันการเงินจากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในประเทศไทย ซึ่งมุ่งทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำและสะดวกสบายมีผู้ใช้บริการมากกว่า 100,000 รายในเวลาไม่ถึงห้าเดือนนับตั้งแต่เปิดตัวบน AWS และมีเป้าหมายที่จะเข้าถึงผู้ใช้บริการ 1 ล้านคนภายในปี 2568 แอปพลิเคชัน Dime! นี้ช่วยให้คนไทยสามารถลงทุนในตลาดโลก จัดการการเงิน และออมเพื่อการเกษียณได้สะดวกขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความรู้ทางการเงิน ประสบการณ์ หรือระดับรายได้ของผู้ใช้งาน ด้วยระบบของ AWS Dime! ได้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงกองทุนรวมในไทย หุ้นต่างประเทศ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยธนาคารเกียรตินาคินภัทร ที่เรียกว่า Dime! Save และความรู้ทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญของ KKP ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันนี้ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนในเศษส่วนของหุ้นทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงได้ตามจำนวนเงินที่มี โดยทั่วไป คนไทยมีการออมเงินประมาณร้อยละ 10 ของรายได้ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของค่าเฉลี่ยในเอเชีย KKP จึงได้สร้างแอป Dime! บน AWS เพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น การสร้างแอปบน AWS ช่วยให้แอปสามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในการเข้าถึงตลาดโลก คำแนะนำทางการเงิน และแผนการออม บริการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานเริ่มเก็บออมและลงทุน เพื่อทำให้สถานะทางการเงินของพวกเขาดีขึ้น นอกจากนี้ KKP จัดเก็บข้อมูลผู้ใช้ของ Dime! อย่างปลอดภัย ทั้งข้อมูลระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และประวัติการลงทุนของผู้ใช้งาน ด้วยการใช้Amazon Aurora ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่บริหารจัดการโดย AWS และปรับขนาดได้ตามความต้องการ  Dime! จึงสามารถพัฒนาโซลูชันการลงทุนส่วนบุคคล และระบบติดตามสินทรัพย์แบบเรียลไทม์ ให้คนไทยจัดการการลงทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น และเมื่อเสริมด้วย

Read More
TECHNOLOGY

AWS ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ ด้วยการเปิดตัว Region ในประเทศไทย

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) บริษัทในเครือ Amazon.com, Inc. (NASDAQ:AMZN) ในวันนี้ประกาศแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ ด้วยการเปิดตัว Region ในประเทศไทย ที่จะมีชื่อว่า AWS Asia Pacific (Bangkok) โดย Regionแห่งใหม่นี้จะประกอบด้วย Availability Zone สามแห่ง ซึ่งเพิ่มเติมจาก Availability Zone ของ AWS ที่มีอยู่แล้ว 87 แห่งใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และ AWS ได้ประกาศแผนที่จะสร้าง Availability Zone ทั่วโลกอีก 24 แห่งและ AWS  Region อีก 8 แห่งในออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย อิสราเอล นิวซีแลนด์ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงประเทศไทย AWS Region ที่กําลังจะมีขึ้นในประเทศไทยจะช่วยให้นักพัฒนา สตาร์ทอัพ และองค์กรต่าง ๆ รวมถึงภาครัฐ การศึกษา และองค์กรไม่แสวงผลกําไร สามารถเรียกใช้แอปพลิเคชันของตนและให้บริการผู้ใช้ปลายทางจากศูนย์ข้อมูล AWS ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการเก็บข้อมูลของตนไว้ในประเทศไทยสามารถทําได้ นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่ AWS มีต่อภูมิภาคนี้ AWS วางแผนที่จะลงทุนมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 แสนล้านบาท) ในประเทศไทยในระยะเวลา

Read More
INSIGHT NEWS

Amazon Web Services เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่บน Amazon Connect ในประเทศไทย

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในประเทศไทยสำหรับ Amazon Connect ศูนย์บริการลูกค้าแบบบริการตนเองที่ใช้งานง่ายบนระบบคลาวด์นี้ช่วยธุรกิจสร้างประสบการณ์การให้บริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า ซึ่งได้มีการลดอัตราการให้บริการในการโทรออกลงถึง 80% ฟีเจอร์ใหม่เหล่านี้ช่วยพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นผ่านบริการที่มีความเฉพาะตัวสำหรับลูกค้าแต่ละคนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทำงานแบบงานอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอเจนต์ และการตรวจสอบลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาแบบเรียลไทม์ โดยใช้การวิเคราะห์เสียงที่ขับเคลื่อนด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่งแต่ไม่รบกวนการสนทนาปกติ จากผลการศึกษา Total Economic Impact โดยบริษัทวิจัย Forrester หลังจากทิ่บริษัทเปลี่ยนมาใช้ Amazon Connect เป็นระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน โดยช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกได้ถึง 31% ต่อปี และให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 241% เนื่องจากโดยปกติแล้วศูนย์บริการลูกค้ามีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูง ต้องอาศัยระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์และอาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปีในการติดตั้งระบบ ศูนย์บริการลูกค้ามีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ ให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน แต่ยังคงต้องรักษาความต่อเนื่องและมาตรฐานที่ดีในการให้บริการ ซึ่ง Amazon Connect ช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตั้งและกำหนดการทำงานของศูนย์บริการลูกค้าบนระบบคลาวด์ที่สามารถปรับขนาดได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ไม่มีภาระผูกพันในระยะยาว หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดการใด ๆ ทั้งสิ้น “ความคาดหวังของลูกค้าและการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Touch Points) ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และกระแสการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ศูนย์บริการลูกค้าในแบบเก่าหรือแบบดั้งเดิมกำลังกลายมาเป็นจุดอ่อนขององค์กรอย่างรวดเร็วไม่ว่าองค์กรนั้น ๆ จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใดก็ตาม ธุรกิจควรเปลี่ยนแปลงกระบวนการมีส่วนร่วมกับลูกค้าให้ได้อย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการเปิดรับศูนย์บริการลูกค้าแห่งอนาคต” คอเนอร์ แมคนามารา กรรมการผู้จัดการภาคพื้นอาเซียน อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Conor McNamara, managing director of ASEAN at AWS) กล่าว “ด้วย Amazon

Read More