NTT DATA เปิดเทรนด์ใหม่บล็อกเชน เชื่อมต่อข้าม Ecosystem มุ่งสู่โลกไร้ศูนย์กลางสมบูรณ์แบบ
บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้เครือบริษัท เอ็นทีที เดต้า คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการด้านไอทีชั้นนำระดับโลก เผยเทคโนโลยีบล็อกเชน เมกะเทรนด์ทรงศักยภาพ เป็นกุญแจเชื่อมโลกที่สำคัญ ไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมการเงิน แต่จะกระจายออกไปเป็นกระดูกสันหลังใหม่ของทุกอุตสาหกรรม ทั้งประกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ โลจิสติกส์ การแพทย์ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินข้ามประเทศ จับตาการสร้าง Ecosystem บนบล็อคเชนเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างอุตสาหกรรม ต่อยอดและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เปิดเคสตัวอย่าง ค่ายผลิตยานยนต์สัญชาติเยอรมันและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระดับโลกร่วมสร้างบล็อกเชน เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส ทั้งยังชูแพลตฟอร์ม TradeWaltz เชื่อมโยงบล็อกเชนรับเทรนด์ใหม่เพื่อธุรกิจการค้าแบบไร้รอยต่อ นายฮิโรนาริ โทมิโอกะ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีบล็อกเชนได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เสมือนเป็นกระดูกหลังใหม่ของโลก ด้วยคุณสมบัติเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบไร้ศูนย์กลาง มีความโปร่งใส เนื่องจากเก็บข้อมูลโดยการเชื่อมต่อทุกระบบการทำงาน และระบบความปลอดภัยด้วยการจำกัดสิทธิ์ผู้เข้าถึงข้อมูล ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามความเหมาะสม ส่งผลให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูง ช่วยลดการจัดทำรายงานแบบ manual และลดระยะเวลาการทำงาน โดยที่ผ่านมาจะเห็นภาพที่ชัดเจนในมิติของการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง หรือ DeFi (Decentralize Finance) เพื่อตัด “ตัวกลาง” โดยใช้บล็อกเชนพร้อมกับสัญญาอัจฉริยะ(Smart contact) ในการทำธุรกรรมเป็นหลัก เช่น การทำธุรกรรมฝาก-โอน-ถอน ซื้อประกัน ซื้อกองทุน การแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นำมาซึ่งค่าทำเนียมต้นทุนธุรกรรมที่ต่ำลง มีความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการในมุมของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเงินสามารถลดต้นทุน สร้างประสบการณ์ที่ด้านบริการแก่ผู้ใช้บริการมายิ่งขึ้น นอกจากโลกการเงิน เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังแทรกซึมเข้าไปมีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม จากรายงานของ NelsonHall ระบุว่าในตลาดทั่วโลกมีมูลค่าบริการบล็อกเชนอยู่ที่ 496 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 53.3% ไปจนถึงปี 2025
Read More