“ผ่อนทองรูปพรรณ” เครื่องมือสะสมทรัพย์ตอบโจทย์คนไทยทุกยุค เพื่อหมุนเวียนยามฉุกเฉินหรือความมั่งคั่งระยะยาว
จากวิกฤตโควิด-19 ที่กินระยะเวลายาวนาน 2 ปี ส่งผลต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยตระหนักถึงความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงทางการเงินเพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเผยผลสำรวจทักษะการเงินคนไทยปี 2563 รายงานว่าแม้สัดส่วนผู้มีเงินออมจะเพิ่มขึ้นเป็น 74.7% จาก 72% ในปี 2561 แต่มีเพียง 38% เท่านั้นที่มีเงินออมฉุกเฉินอยู่ได้เกิน 3 เดือน การมีเงินออมสำรองจ่ายยามฉุกเฉินสำหรับ 3-6 เดือนไม่เพียงพออีกต่อไป นั่นทำให้คนไทยตื่นตัวกับวิกฤตโรคระบาดที่ยาวนานทำให้เกิดความตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสะสมทรัพย์และการลงทุนให้พอใช้จ่ายนานมากขึ้น โดยสัดส่วนการออมและการลงทุนของคนไทย แบ่งออกเป็น 4 บัญชี ได้แก่ บัญชีเงินออมเพื่อฉุกเฉิน เพื่อกรณีประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อาทิ อุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ บัญชีเงินออมระยะสั้น – ระยะกลาง เพื่อกรณีวางแผนดาวน์บ้าน ดาวน์รถ หรือ แต่งงาน บัญชีเงินออมระยะยาว เพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเป็นการให้เงินทำงานสร้างรายได้ให้ในระยะยาว บัญชีเพื่อการลงทุน ที่ได้ผลตอบแทนที่สูง ชนะเงินเฟ้อ สร้างความมั่นคงในอนาคต ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดสรรเงินทั้ง 4 ส่วนจะไม่มีสูตรที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับการวางแผนรายบุคคล โดย “การลงทุนในทอง” เป็น 1 ในรูปแบบการออมที่คนไทยกำลังให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ที่นับได้เป็นทั้งการออมและการลงทุน ข้อมูลสัดส่วนการลงทุนของคนไทยพบว่า 3 อันดับแรก จะนิยมลงทุนประเภทเงินฝาก 41% ตราสารหุ้น 19% และกองทุนรวม 13% โดยปกติการลงทุนรูปแบบต่าง ๆ มักจะพุ่งเป้าไปที่มนุษย์เงินเดือน เนื่องจากมีรายได้ประจำที่แน่นอน แต่ด้วยกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งอาชีพการค้าขายต่าง ๆ โดยเฉพาะในรูปแบบออนไลน์มีมากขึ้น และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนไทยที่ไม่ได้มีรายได้ประจำในกลุ่มนี้ เริ่มหันมาให้ความสนใจในการออมและการลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวเช่นกัน แม้การลงทุนจะมีหลายรูปแบบ แต่การสะสมทองนับเป็นการออมที่อยู่คู่กับคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย
Read More