ความปลอดภัยของการทำงานรูปแบบไฮบริดในปัจจุบัน
*คำว่า “ไฮบริด” และ “ระยะไกล (รีโมต)” สามารถใช้เแทนกันได้ตลอดทั้งบทความ ก่อนการระบาดของ COVID-19 บริษัทข้ามชาติระดับชั้นนำครุ่นคิดเรื่องแนวคิดการทำงานรูปแบบไฮบริด และมีพนักงานไม่มากนักที่ทำงานในรูปแบบไฮบริดนี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยอุปสรรคทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและเทคโนโลยี จึงเป็นไปได้ยากที่ธุรกิจจะจินตนาการไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมไปสู่รูปแบบไฮบริด เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากตัวเร่ง ปัจจุบันท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด หลายองค์กรเริ่มมองว่าท้ายที่สุด ธุรกิจสามารถดำเนินและเห็นผลกำไรได้จากค่าใช้จ่ายที่ลดลงไปจนถึงประสิทธิภาพการทำงานและขวัญกำลังใจของพนักงานที่เพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้มาตรการฉุกเฉินด้านการจัดการความปลอดภัยถูกมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ในปัจจุบันมาตรการเหล่านี้ในหลาย ๆ กลุ่มอุตสาหกรรมเริ่มมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น บริษัทข้ามชาติต่างมองหาวิธีนำการทำงานรูปแบบไฮบริดมาใช้มากขึ้น ซึ่งในอีกไม่นานจะมีองค์กรต่าง ๆ เริ่มนำมาปฎิบัติตามมากขึ้น บทความโดย ปีเตอร์ แชมเบอร์ส กรรมการผู้จัดการ บริษัท AMD ภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และประเทศญี่ปุ่น กำหนดบริบท: การทำงานรูปแบบไฮบริดในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก จากการศึกษาของ Deloitte พบว่า “อาจมีพนักงานจำนวนมากถึง 47.8 ล้านคนจาก 6 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, ไทย และเวียดนาม ปรับเปลี่ยนไปทำงานรูปแบบจากระยะไกลมากขึ้นในอนาคต” ลักษณะของงานจะเป็นตัวกำหนดศักยภาพในการพิจารณาการทำงานในรูปแบบไฮบริดหรือแบบระยะไกลในบางอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้างและเกษตรกรรมนั้นอาจไม่เหมาะเสียทีเดียว ในทำนองเดียวกัน จากสัดส่วนการครองตลาดด้านอุตสาหกรรมบริการ คาดว่าสิงคโปร์และมาเลเซียจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ในการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่รูปแบบการทำงานระยะไกล โดยมีพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่สูงถึงร้อยละ 45 และ 26 ตามลำดับ ประเทศที่มีลักษณะเศรษฐกิจเช่น ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านผลผลิตการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากการเดินทางที่ลดลง โดยอาจมีพนักงานทำงานจากระยะไกลสูงขึ้นถึง 15%, 16%, 22% และ 13% ตามลำดับ Source: Remote
Read More