Philips’ Healthy Living in Asia เผยถึงช่องว่างระหว่างการตรวจวัดผลด้านสุขภาพ และการลงมือดูแลสุขภาพ
ถึงแม้ว่าเทรนด์การตรวจวัดสุขภาพส่วนบุคคลจะเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน แต่กลุ่มตัวอย่างในไทยกว่าร้อยละ 16 บอกว่าพวกเขาแทบจะไม่เคยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับข้อมูลจากการตรวจวัดผลสุขภาพ ในขณะที่ร้อยละ 9 ไม่เคยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลย คำแนะนำของแพทย์เป็นแรงจูงใจสำคัญที่สุดของคนเอเชียต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับข้อมูลด้านสุขภาพส่วนบุคคล แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพส่วนบุคคลกับแพทย์ มากกว่าร้อยละ 74 ของกลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ หากพวกเขาสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Gen X (ร้อยละ 86) และกลุ่ม Baby Boomers (ร้อยละ 85) ความร่วมมือ การให้ความรู้ และการประยุกต์ใช้สมาร์ทเทคโนโลยี คือกุญแจสำคัญสู่พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเชิงรุกในปี 2023 เป็นต้นไป รอยัล ฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก ได้เผยถึงผลสำรวจ Healthy Living in Asia ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัทวิจัยชั้นนำอย่าง Kantar Profiles Network สำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,000 คน ในประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เพื่อสำรวจถึงช่องว่างระหว่างการตรวจวัดผลสุขภาพกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างในภูมิภาค ในขณะที่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลเพื่อตรวจวัดระดับสุขภาพเพิ่มมากขึ้นจากช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด – 19 แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับข้อมูลจากการตรวจวัดด้านสุขภาพ เทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพตนเองในเอเชียมากขึ้น และกำลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้บริโภคในการใช้งานและทำความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในปี ค.ศ. 2023 นี้เป็นต้นไป ผลสำรวจพบว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผลักดันให้เกิดความสนใจในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างมาก โดยเกือบหนึ่งในสาม (ร้อยละ 30) ของผู้ตอบแบบสำรวจในภูมิภาคได้มีการใช้อุปกรณ์เพื่อการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลมากกว่าตอนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด–19 สำหรับในประเทศไทยกลุ่มตัวอย่างส่วนมากจะมีการตรวจวัดด้านสุขภาพอย่างน้อยเดือนละครั้ง เกี่ยวกับสุขภาพหัวใจ (ร้อยละ 47) สุขภาพช่องปากและฟัน (ร้อยละ 36) ตรวจวัดคุณภาพการนอนหลับ (ร้อยละ 45) และคุณค่าทางโภชนาการ
Read More