TECHGADGETSHEALTHINSIGHT NEWS

SKG เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ ส่ง G7 Pro Fold ชู Smart Self-Care รับมือออฟฟิศซินโดรมของคนยุคใหม่

เมื่อ ‘งานหนัก’ มาพร้อม ‘อาการออฟฟิศซินโดรม’ SKG (เอสเคจี) แบรนด์แก็ดเจ็ตเพื่อสุขภาพระดับโลก นำโดย ‘หวังอี้ป๋อ’ Global Brand Ambassador ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ควบคู่กับไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ได้เข้ามาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างเป็นทางการ นำโดย บริษัท ที แอนด์ ซี จำกัด พร้อมยกทัพนวัตกรรมเครื่องนวดอัจฉริยะเพื่อสุขภาพ รองรับการดูแลตั้งแต่คอ บ่า ไหล่ ดวงตา ไปจนถึงกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เริ่มต้นเพียง 1,799 บาท SKG (เอสเคจี) แบรนด์แกดเจตเพื่อสุขภาพระดับโลก ก่อตั้งในปี 2007 เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับอุปกรณ์สุขภาพแบบสวมใส่ (Wearable Health Devices) อีกทั้งได้รับสิทธิบัตรระดับโลกกว่า 2,000 ใบ วางขายกว่า 50 ประเทศ โดยมีเป้าหมายยกระดับการดูแลสุขภาพด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ดีไซน์ทันสมัย และพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Smart Wellness ระดับโลกอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “ใช้ชีวิตให้เต็มที่ พร้อมดูแลตัวเองไปพร้อมกัน” SKG อยากสนับสนุนให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ทุกคนได้ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายได้ทุกที่ในทุกวันกับ Gadget เพื่อสุขภาพ ที่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) / ข่าวอัปเดตล่าสุด Prime Video เผยภาพแรกของ “Carrie” ซีรีส์ใหม่ที่แฟน ๆ รอคอย เชียร์ทีมไทยชิงแชมป์ ศึก RoV นานาชาติ “APL 2026” ในวันที่

Read More
TECHHEALTHINSIGHT NEWSTECHNOLOGY

Fujifilm โชว์นวัตกรรมที่งาน AACRT 2025” เปิดตัว Amulet Sophinity และ FDR Visionary Suite

บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านโซลูชันการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร (One-Stop, Total Healthcare Solution) เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การใช้งานจริงที่สะดวกสบาย โดยล่าสุดร่วมงานประชุมนานาชาติ AACRT 2025 (The 25th Asia Australasia Conference of Radiological Technologists) ซึ่งจัดขึ้นในธีม “Innovations in Medical Imaging and Radiation Therapy: Bridging Technology and Patient Care” โดยอีเวนต์ใหญ่ระดับสากลได้รวมบุคลากรชั้นนำในวงการรังสีวิทยาในไทยและทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานและอัปเดตเทรนด์ล่าสุดที่จะช่วยยกระดับการวินิจฉัยผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการวิเคราะห์ผลภาพถ่ายรังสีของบุคลากรด่านหน้า ภายในงาน ฟูจิฟิล์ม จัดแสดงนวัตกรรมวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ล่าสุด ทั้ง เครื่องเอกซเรย์แบบพกพารุ่น FDR Xair ที่โดดเด่นด้วยน้ำหนักเพียง 3.5 กิโลกรัม สามารถนำไปให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนได้ทุกที่ โดยเฉพาะการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรค มาพร้อมระบบ AI ช่วยคัดกรองวัณโรคและรอยโรคในปอดได้อย่างแม่นยำ อีกหนึ่งโซลูชันสำคัญคือ เครื่องอัลตราซาวด์ ARIETTA 750 DeepInsight มอบคุณภาพของภาพขั้นสูง ด้วยเทคโนโลยี DeepInsight ที่พัฒนาโดยฟูจิฟิล์ม ซึ่งใช้ AI มาช่วยปรับปรุงความคมชัดของภาพ ประสิทธิภาพการสแกน และความสามารถในการทำซ้ำ ทำให้สามารถแสดงภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ละเอียดและซับซ้อนได้ชัดเจน ทำให้ได้ภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น แม้ในผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายสูง ที่อาจถูกบดบังด้วยสัญญาณรบกวนหรือการโฟกัสที่ไม่สม่ำเสมอในขณะที่สแกน โดยผู้เข้าชมบูธได้สัมผัสความอัจฉริยะอย่างใกล้ชิดผ่านการสาธิตการใช้งานโซลูชันทั้ง 2 รุ่นเรือธง พร้อมโชว์ฟีเจอร์ใช้งานที่สะดวกสบายและความชาญฉลาดในการประมวลภาพ โดยโซลูชันทั้งสองช่วยยกระดับความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย พร้อมเพิ่มโอกาสในการพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้

Read More
LIFESTYLEHEALTHINSIGHT NEWS

แพทย์เฉพาะด้านกระดูกสันหลังแนะเคล็ดลับ นั่งอย่างไรให้ห่างไกลโรคกระดูกสันหลัง

นพ.พร นริศชาติ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า การนั่งผิดท่าเป็นเวลานานๆ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง แต่ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหมอนรองกระดูก หรือที่เรียกว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อท่าทางที่นั่งไม่เหมาะสมทำให้กระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก ต้องรับแรงกดทับอย่างไม่ถูกต้องในระยะเวลานานๆ จึงอาจนำไปสู่ปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือการเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่มีผลต่อการทำงานของเส้นประสาท สาเหตุที่การนั่งผิดท่าทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูก การกดทับหมอนรองกระดูก การนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งค่อมหลัง หรือ โน้มตัวไปข้างหน้า จะทำให้เกิดแรงกดทับหมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หรือเกิดการเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรืออาจไปกดทับเส้นประสาทได้ กระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก ไม่อยู่ในแนวตรงการนั่งในท่าที่ทำให้กระดูกสันหลังโค้ง หรือ ไม่ตรง เช่น การนั่งเอียงตัวไปข้างหนึ่ง หรือ โน้มตัวไปข้างหน้า จะทำให้หมอนรองกระดูกไม่สามารถรองรับแรงกดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการเสื่อมสภาพหรือการยุบตัวของหมอนรองกระดูก การนั่งนานเกินไป หากนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน โดยไม่เปลี่ยนท่าทางหรือยืดเส้นยืดสาย จะทำให้กล้ามเนื้อหลังตึงเครียด และทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับแรงกดจากการนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อมสภาพ การกดทับเส้นประสาท เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนหรือเสื่อมสภาพ การกดทับที่หมอนรองกระดูกอาจไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการปวดหลังที่ร้าวลงไปถึงขา (เรียกว่า Sciatica) หรืออาการชาและอ่อนแรงของขา อาการของหมอนรองกระดูกเสื่อม ปวดหลังส่วนล่าง เมื่อหมอนรองกระดูกเสื่อม อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งอาจเป็นอาการที่รุนแรงหรือเรื้อรัง อาการชาและอ่อนแรง หากหมอนรองกระดูกเสื่อมจนกดทับเส้นประสาท อาจทำให้เกิดอาการชา หรืออ่อนแรงในขา หรือแม้กระทั่งการเดินลำบาก ปวดร้าวลงขา อาการปวดที่ร้าวลงขา (Sciatica) เป็นอาการที่พบได้บ่อยเมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อมสภาพ โดยจะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทที่ลงไปยังขา วิธีป้องกันการเกิดโรคหมอนรองกระดูกจากการนั่งผิดท่า นั่งในท่าที่ถูกต้อง ควรนั่งให้หลังตรงและไม่ค่อมไปข้างหน้า ปรับความสูงของเก้าอี้ให้ขาทำมุม 90 องศา และเท้าติดพื้นโดยไม่ยกเข่าหรือโน้มตัวไปข้างหน้า เปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ ควรเปลี่ยนท่าทางหรือยืนขึ้นเดินทุกๆ 30-60 นาที

Read More
TECHHEALTHINSIGHT NEWSTECHNOLOGY

Philips ชวนอัปเดต 10 เทรนด์ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปี 2025

ในขณะที่ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นยังคงเป็นปัญหาสำคัญในวงการสาธารณสุข องค์กรด้านเฮลท์แคร์และผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขทั่วโลกจึงจำเป็นต้องพัฒนาและหาแนวทางในการให้บริการสาธารณสุขที่ดีกว่า พร้อมๆไปกับการตระหนักถึงความสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในบทความนี้ Philips จะขอนำทุกท่านไปอัปเดต 10 เทรนด์เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปีค.ศ. 2025 ที่จะมาช่วยส่งมอบการดูแลรักษาที่ดีกว่าให้กับผู้คนได้มากขึ้นอย่างยั่งยืน 1. Generative AI: เทคโนโลยีที่มาเป็นผู้ช่วยเพื่อลดเวลาทำงาน เมื่อจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอและต้องรับภาระงานที่หนัก ผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์จึงหันมาใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อลดภาระงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ โดยจากผลสำรวจ 2024 Philips Future Health Index report เผยให้เห็นว่า 92% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์เชื่อว่า เทคโนโลยีอัตโนมัติเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนบุคลากร โดยเทคโนโลยีอัตโนมัติสามารถช่วยลดงานและกระบวนการที่ซ้ำซ้อนได้ ในขณะที่กว่าร้อยละ 90 ยังเชื่อว่าเทคโนโลยีอัตโนมัติจะลดภาระงานด้านเอกสาร ทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีเวลาในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น Generative AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสนับสนุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้น 85% ของผู้บริหารชั้นนำในวงการเฮลท์แคร์ทั่วโลกจึงหันมาลงทุนหรือมีแผนที่จะลงทุนใน Generative AI ภายในสามปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าเทรนด์นี้จะมาแรงในช่วงปี 2025 นี้ ในปัจจุบัน Generative AI สามารถเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงที่ช่วยลดระยะเวลาทำงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยโมเดลด้านภาษาขนาดใหญ่ที่มาช่วยจัดระเบียบบันทึกทางคลีนิกและช่วยสื่อสารข้อมูลผู้ป่วยระหว่างทีมต่างๆ ให้เป็นไปได้อย่างง่ายดาย สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง Generative AI สามารถช่วยด้านการจัดการรายงานประวัติผู้ป่วยจำนวนมาก เพื่อให้ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาผู้ป่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ป่วยได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยจัดงานรายงานและประมวลผลข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายได้อีกด้วย ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาตัวเองได้ 2. ทำให้การวินิจฉัยที่ซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายด้วย AI แม้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยปรับปรุงการการทำงานด้านบริหารจัดการและเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยได้อย่างมาก แต่บทบาทของ AI ในด้านสาธารณสุขไม่ได้มีเพียงแต่ในด้านการทำงานระบบอัตโนมัติ แต่ AI ยังสามารถช่วยยกระดับทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ได้อีกด้วย ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางขาดแคลนในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก แต่หากมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้จะช่วยให้การวินิจฉัยที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น และช่วยให้บุคลากรรุ่นใหม่สามารถให้การดูแลรักษาที่มีประสิทธภาพได้อย่างมั่นใจ ตัวอย่างเช่น

Read More
LIFESTYLEHEALTHINSIGHT NEWS

“Givora” พลิกโฉมโมเดลธุรกิจ สู่เทรนด์ใหม่เพื่อสุขภาพคนไทย เปิดกลยุทธ์ “เชิงรุก” ป้องกันก่อนเกิดโรค

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วกับ “Givora” Wellness Chain Agency ผู้ให้บริการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสุขภาพเชิงรุก ภายใต้คอนเซปต์ของการดำเนินธุรกิจ สะพานเชื่อมต่อในฐานะ “ผู้ให้” มุ่งสร้างคอมมิวนิตี้แห่งการ “ให้ต่อ” “สุขภาพที่ดี” เน้นการดูและและรักษาเชิงรุก ที่มุ่งแก้ไขปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้นตอ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายแรง พร้อมตั้งเป้าเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย รองรับนโยบาย “Medical Hub” ของประเทศ ปักธง! เฟสแรก: สู่กลยุทธิ์เชิงรุก ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ผลสำรวจพบว่าปี 2566 พบว่า คนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองแตกสูงถึง 21.13% และในปี 2567 แม้ข้อมูลยังไม่ครบปี ตัวเลขก็พุ่งถึง 20.77% สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาสุขภาพนี้ “Givora” เลยมุ่งเน้นการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ลดภาวะ หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้ขัดขวางการลำเลียงเลือดซึ่งนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย เสียหาย และการทำงานของสมองหยุดชะงัก ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของอัมพฤกษ์อัมพาต และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและภาวะพิการในคนไทย “Givora” มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าแรกคือ Nursing Care เพื่อผลักดันสู่ Nursing Wellness Care และ กลุ่ม Aesthetic หรือ คลินิกความงาม สู่ Wellness Clinic ยกระดับการบริการด้านสุขภาพที่ครบวงจรและขยายฐานได้กว้างมากยิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบายและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ โดยภายใต้การบริการของ Givora ได้แก่ 1) การให้คำปรึกษาเชิงลึก วางแผนและแนะนำการฟื้นฟูสุขภาพลงลึกถึงระดับเซลล์ ด้วยองค์ความรู้จากประเทศเยอรมนี 2) การให้ความรู้ผ่าน Givora Academy ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยทีมสหวิชาชีพ อาทิ เวชศาสตร์ฟื้นฟู เวชศาสตร์ชะลอวัย

Read More
LIFESTYLEBUSINESSHEALTH

อาร์เอ็กซ์ (R.X.) ตอกย้ำความเป็นผู้นำส่งมอบสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ด้วยหลักการ RXLIFE Framework

บริษัท อาร์เอ็กซ์ จำกัด (R.X. Group) ผู้จัดจำหน่ายยาและเครื่องมือแพทย์ชั้นนำ ร่วมเผยวิสัยทัศน์การบริหารงานอย่างยั่งยืนสู่ความสำเร็จตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการบริหารครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม จนก้าวสู่ผู้นำในการส่งมอบสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยยึดหลัก “Good Health & Well–Being คือ การมีชีวิตที่ดีทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ เพราะสุขภาพที่ดี คือพื้นฐานของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน” บนเวทีฟอรัมสู่อนาคตที่ยั่งยืน Sustainability Forum 2025 : Synergizing for Driving Business คุณหทัยรัตน์ อุดมลาภธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อาร์เอ็กซ์ จำกัด ร่วมเป็นตัวแทน R.X. GROUP ขึ้นเปิดวิสัยทัศน์จุดประกายและเปลี่ยนแปลงโลก ด้วยแนวทางปฏิบัติได้จริง ในงาน Sustainability Forum 2025: Synergizing for Driving Business ย้ำความเป็นผู้นำในการส่งมอบสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ด้วยหลักบริหารฉบับ R.X. อย่าง RXLIFE Framework ดังนี้ R: Responsibility มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยลดการใช้พลาสติก POF ของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ปี 2016 จวบจนปัจจุบันเป็นระยะเวลา 8 ปี สามารถลดขยะพลาสติกไปได้มากกว่า 24,000 กิโลกรัม X: Collaboration สร้างความร่วมมือที่เป็นมากกว่าพาร์ทเนอร์ แต่เป็นการร่วมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Align-Create-Grow ผ่านโครงการ แผงยาช่วยโลก โครงการที่จะนำขยะแผงฟอยล์อะลูมิเนียม มาผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างสาธารณประโยชน์ L: Longevity มากกว่าความใส่ใจ คือการอยู่เคียงข้างคนไทยทุกการเติบโต เพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย I: Inclusiveness เพราะเราเชื่อว่าโอกาสเป็นของทุกคน อาร์เอ็กซ์ได้ร่วมมือกับมูลนิธิออทิสติกไทย ARTSTORY By Autistic Thai สร้างสรรค์แคมเปญเพื่อสังคมกับโปรเจค LOVE IN THE ART ที่สร้างรายได้ให้แก่น้อง ๆ ผ่านผลงานการออกแบบแก้วน้ำ หมวก กระเป๋า และร่ม F: Footprint Minimization เพราะทุกสิ่งเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา ผ่านการเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sourcing Responsibly) เช่น การใช้สีจากถั่ว รวมทั้งการใช้การขัดเงากล่องแทนการเคลือบ UV ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม, บริหารจัดการโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Optimizing Logistic

Read More
LIFESTYLEBUSINESSHEALTHINSIGHT NEWS

รายงานสุขภาวะที่ดีระดับโลกครั้งที่ 4 ประจําปี 2567 ของ lululemon เผยถึงความกดดันจากการต้องมีสุขภาวะที่ดี

lululemon (NASDAQ: LULU) เปิดเผยรายงานสุขภาวะที่ดีระดับโลก ครั้งที่ 4 ประจำปี 2567 ซึ่งเผยให้เห็นถึงวงจรอันไม่สร้างสรรค์ที่ดำเนินไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเราพยายามแสวงหาสุขภาวะที่ดีอย่างไม่ลดละ จะส่งผลให้เรามีสุขภาวะที่แย่ลง แม้ว่าการให้ความสำคัญต่อสุขภาวะที่ดีจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยผู้คนถึง 90% ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหันมาใส่ใจการมีสุขภาวะที่ดีกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่สภาวะกดดันที่ทำให้ผู้คนต้องรักษาระดับการมีสุขภาวะที่ดีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากผลสำรวจ เกือบ 2 ใน 3 จากผู้ตอบแบบสอบถามกำลังดิ้นรนกับการมีสุขภาวะที่ดีตามความต้องการของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งเผยว่าพวกเขากำลังประสบกับสภาวะหมดไฟในการมีสุขภาวะที่ดี ข้อมูลดังกล่าวระบุว่าการเคลื่อนไหวร่วมกับผู้อื่นเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่มีกับคอมมูนิตี้ของตนเองมากขึ้น รู้สึกมีจุดมุ่งหมายในชีวิต และช่วยพัฒนาสุขภาวะที่ดีโดยรวม lululemon จึงเปิดตัวแคมเปญ ‘Together we grow’ เพื่อสนับสนุนวันสุขภาพจิตโลก หรือ World Mental Health Day ผ่านการนำเสนอเรื่องราวจากแอมบาสเดอร์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน การทำกิจกรรมร่วมกัน และ กิจกรรมในคอมมูนิตี้ “1 million minutes of movement” หรือการเคลื่อนไหวให้ครบ 1 ล้านนาที เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว lululemon จะปลดล็อกกิจกรรมเคลื่อนไหวมูลค่า 1 ล้านนาที เพื่อมอบให้คอมมูนิตี้ท้องถิ่นต่อไป แคมเปญ ‘Together we grow’ ได้แอมบาสเดอร์อย่าง พัคซอจุน (Park Seo Joon) นักแสดงชื่อดังจากเกาหลีใต้ อโมติ (Amotti) ผู้ชนะจากรายการร้อยแกร่งแข่งอึด (Physical: 100) ซีซั่น 2 – Underground และ ลีอาห์ ซิมมอนส์ (Leah Simmons) ผู้ก่อตั้งสถาบัน

Read More
LIFESTYLEHEALTHINSIGHT NEWS

อันตราย! ก้มยกของหนักผิดท่า เสี่ยงหมอนรองกระดูกปลิ้นไม่รู้ตัว

ยกของหนักผิดท่า! เสี่ยงหมอนรองกระดูกปลิ้นไม่รู้ตัว เร่งปรับพฤติกรรมก่อนสายเกินแก้กระดูกสันหลังเปรียบเสมือนแกนหลักของร่างกายที่คอยรับน้ำหนักตัวเรา และค้ำจุนการเคลื่อนไหว โดยปกติกระดูกสันหลังจะเสื่อมตามอายุ แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ยกของหนัก นั่งผิดท่า นั่งนาน ส่งผลให้กระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัยได้ นพ.วิศิษฐ์ แซ่ล้อ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า ปัจจุบันพบว่า 1 ในสาเหตที่ทำให้มีผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ก็คือการก้มตัวไปหยิบของ หรือก้มแล้วยกของที่หนักในลักษณะท่าทางที่ผิด เพราะในคนที่ทำอยู่ซ้ำๆ เป็นประจำอาจมีความเสี่ยงที่เปลือกหุ้มหมอนรองกระดูกแตกทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทได้ ขณะที่ท่ายกของหนักที่ถูกต้องให้เปรียบเทียบจากนักยกน้ำหนักในกีฬาที่เราเห็นกันทั่วๆ ไป หลักการของนักยกน้ำหนักที่ถูกต้องคือหลังตรง ใช้การย่อของข้อเข่าและสะโพกลงไป แล้วก็ยกน้ำหนักให้หลังตรง แต่ในทางกลับกันท่าการยกน้ำหนักไม่ใช่ท่าที่เราคุ้นเคยที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เราก็มักจะใช้การก้มหลังลงไป ซึ่งจังหวะนั้นเองที่จะทำให้เกิดแรงดันต่อหมอนรองกระดูกด้านหลัง และในอนาคตอาจส่งผลให้หมอนรองกระดูกที่อยู่ภายในเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทได้ อย่างไรก็ตามสามารถเช็กความเสี่ยงจากอาการปวดหลังของตัวเองได้ เช่นกรณีที่ 1 ถ้าก้มและรู้สึกตึงหลัง แต่ยังไม่ร้าวลงขากรณีนี้อาจเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อได้  แต่กรณีที่ 2 หากไปยกของหนักแล้วมีอาการร้าวลงขาอันนี้ใกล้เคียงกับปัญหาที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาทที่ไม่เหมือนกับกรณีแรก นี่อาจเป็นสัญญาณของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ กรณีนี้ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยทั่วไป แพทย์มักจะเริ่มต้นด้วยการตรวจ X-ray เพื่อดูโครงสร้างกระดูกสันหลังและตรวจหาความผิดปกติเบื้องต้น เช่น กระดูกแตกหัก หรือกระดูกเสื่อม  อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดหลังของคุณมีอาการปวดร้าวลงขา มีอาการชาหรืออ่อนแรง สงสัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกเส้นประสาท แพทย์อาจพิจารณาให้ทำ MRI เพิ่มเติม จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจาก X-ray ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูก MRI ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเยื่อและระบบประสาท  การใช้ข้อมูลจากทั้งสองวิธีร่วมกัน ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างที่โรงพยาบาลเอส สไปน์ เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงในการอ่านและแปลผล X-ray และ MRI นอกจากนี้ เรายังมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำสูง การรักษาปัจจุบัน โรงพยาบาลเอส สไปน์ ได้นำเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัยมาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการบาดเจ็บหลังการรักษาแล้ว

Read More
LIFESTYLEHEALTHINSIGHT NEWS

รพ.วิมุต จับเทรนด์โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ รู้ทันภัยเงียบ ลุยเปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง เจาะตลาดการดูแลสุขภาพของคนวัยทำงาน

รพ.วิมุต จับเทรนด์โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ รู้ทันภัยเงียบ ลุยเปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง เจาะตลาดการดูแลสุขภาพของคนวัยทำงาน เผยคนไทยมีชั่วโมงทำงานเกินค่าเฉลี่ยโลก! แพทย์ชี้โหมงานหนักเสี่ยงหลายโรคอันตราย-แนะปรับด่วนก่อนป่วยหนักไม่คุ้มเหนื่อย บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จำกัด โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ เดินหน้าลุยกลยุทธ์การมอบบริการทางการแพทย์ที่ไร้รอยต่ออย่างเต็มรูปแบบ เปิด 4 คลินิกเฉพาะทาง รองรับ 4 กลุ่มโรคยอดฮิตในกลุ่มวัยทำงาน และรู้เท่าทันภัยเงียบ ได้แก่ คลินิกปวดศีรษะ, คลินิกกรดไหลย้อนและท้องผูก, คลินิกหัวใจเต้นผิดจังหวะ และคลินิกโรคจมูกและไซนัส เจาะตลาดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของคนวัยทำงาน กลุ่มประชากรที่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผู้แบกรับทั้งภาระหน้าที่และความกดดันรอบด้าน จนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมากมายทั้งจากไลฟ์สไตล์ไร้บาลานซ์และความเครียดสะสม รวมถึงพร้อมรับมือภัยเงียบที่มาแบบไม่ทันรู้ตัวซึ่งอาจเสี่ยงต่อโรคร้ายจนอันตรายถึงชีวิต รพ. วิมุต เชื่อมั่น 4 คลินิกเปิดใหม่ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการหันมาดูแลตนเองก่อนป่วยหนัก พร้อมมอบเฮลท์แคร์มาตรฐานระดับสากลที่ครอบคลุมการป้องกัน-รักษา-ฟื้นฟู ภายใต้การดูแลที่ใส่ใจของแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง เร่งสานต่อวิสัยทัศน์ในการสร้างเฮลตี้ไลฟ์สไตล์ให้คนทุกช่วงวัยเพื่อมุ่งสู่สังคมไทยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ในปี 2566 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เผยว่าประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) ทั้งสิ้น 58.92 ล้านคน และจากผลสำรวจของสถาบันวิจัยจีเอฟเค ยังพบว่าคนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่สัปดาห์ละ 40-44 ชั่วโมง โดยตัวเลขชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินค่าเฉลี่ยของคนไทยสะท้อนถึงความเสี่ยงในการล้มป่วยของด้วยโรคฮิตคนวัยทำงานหลายโรค ที่ล้วนมีปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ที่ไม่สมดุล การพักผ่อนน้อย-ออกกำลังกายไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ความเครียด ฝุ่นและมลภาวะ รวมถึงการนั่งจ้องหน้าจอเป็นเวลานานติดต่อกัน นายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “รพ. วิมุต เล็งเห็นว่าปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ ของคนทุกเพศทุกวัย และโดยเฉพาะในประชากรวัยทำงานที่ได้กลายเป็นความท้าทายของหลายประเทศทั่วโลก เพราะช่วงวัยดังกล่าวถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ คนเหล่านี้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจเพื่อทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ ละเลยสัญญาณที่ร่างกายแสดงออกมา บ่อยครั้งกว่าจะรู้ตัวก็ป่วยหนัก ในฐานะผู้ให้บริการเฮลท์แคร์แบบองค์รวมที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพยุคใหม่อยู่เสมอ

Read More
HEALTHINSIGHT NEWSLIFESTYLE

AztraZeneca ร่วมกับ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ชูนวัตกรรมเพื่อการดูแลโรคหืดรุนแรงแบบแม่นยำ

บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) ลงนามกรอบความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศเพื่อการดูแลรักษาโรคหืดครบวงจรโดยทีมสหวิชาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยห่างไกลภัยร้ายจากไวรัส RSV หรือ “Collaborative excellence in multidisciplinary care network for RSV and Asthma” สร้างความรู้ความเข้าใจในไวรัส RSV และ โรคหืด พร้อมดูแลผู้ป่วยด้วยทีมแพทย์มืออาชีพอย่างครบวงจร อีกทั้งเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากร แลกเปลี่ยนความรู้ในงานวิจัย โดยมีการพัฒนาความร่วมมือในการนำ “นวัตกรรมภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับโรค RSV” ที่เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัส RSV และ “นวัตกรรมเพื่อการดูแลรักษาโรคหืดรุนแรงแบบแม่นยำเฉพาะบุคคล” ยกระดับการดูแลโรคระบบทางเดินหายใจให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล นายโรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทย และ Frontier Markets เปิดเผยว่า การติดเชื้อไวรัส RSV และโรคหืดเป็นโรคที่มีความรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช จึงได้ร่วมลงนาม กรอบความร่วมมือสู่เครือข่ายความเป็นเลิศเพื่อการดูแลรักษาโรคหืดครบวงจรและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยห่างไกลภัยร้ายจากไวรัส RSV หรือ “Collaborative excellence in multidisciplinary care network for RSV and Asthma” โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ อีกทั้งยังพัฒนาความร่วมมือในการนำ “นวัตกรรมเพื่อการดูแลรักษาโรคหืดรุนแรงแบบแม่นยำเฉพาะบุคคล” และ “นวัตกรรมภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับโรค RSV” ที่เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อไวรัส RSV ระดับรุนแรงในเด็กที่มีความเสี่ยงสูงในช่วง 2 ขวบปีแรกอีกด้วย กรอบความร่วมมือฯ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้ความเข้าใจ ตั้งแต่แนวทางการรักษา

Read More