Review : รีวิว Huawei FreeBuds 3 หูฟัง Truewireless เสียงดี ตัดเสียงเนียน ราคา 4,990 บาท
Huawei FreeBuds 3 หูฟังไร้สายแบบ Truewireless รุ่นล่าสุดของหัวเว่ย ที่มีการปรับดีไซน์ใหม่ทั้งตัวหูฟังและตลับเก็บเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน รวมทั้งยังใส่คุณสมบัติใหม่ๆ เข้ามาด้วยทำให้กลายเป็นหูฟัง TWS ที่น่าใช้อีกรุ่นในช่วงราคา 4,990 บาท ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมทดลองใช้งานกับทาง Huawei Thailand กับกิจกรรม OneDays Trips ที่ทางหัวเว่ยได้เปิดให้สื่อเข้าร่วมทดลองใช้งานหูฟัง FreeBuds 3 ภายใต้สภาวะแวดล้อมการใช้งานจริงๆ เช่น เดินริมถนน, ขึ้นรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT และอื่นๆ อีกหลายสถานการณ์ ทำให้ได้ประสบการณ์การใช้งานจริงมาบอกเล่าให้กับเพื่อนๆ และใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจผ่านบทความนี้กันครับ ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรตามได้ด้านล่างนี้เลย!
Design (ดีไซน์)
Huawei FreeBuds 3 ครั้งนี้พร้อมคอนเซ็ปท์การออกแบบ “Dolphon Bionic” ที่ออกแบบให้ตัวหูฟังบริเวณลำโพงจะมีความโค้งมนเข้ากับหูเหมือนกับช่วงหัวของปลาโลมา ซึ่งส่วนตัวผมรู้สึกว่าดีนะครับมาทำให้ตัวหูฟังใส่ง่าย แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นกับหูตัวเองคนเดียวไหมที่เวลาใช้หูฟังแนว Open-fit แบบนี้แล้วจะรู้สึกเหมือนกลัวหล่นอยู่ตลอดเวลา ไม่แฮปปี้เท่าไร
มิติตัวหูฟัง : สูง 41.5 x กว้าง 20.4 x หนา 17.8 มม. (ต่อข้าง)
มิติตัวตลับชาร์จ : รัศมีวงกลม 60.9 x 21.8 มม.
บริเวณด้านบนตรงแกนหูฟังทั้งสองข้าง จะมี Touch sensor ฝั่งอยู่ด้านในสำหรับใช้สั่งการคำสั่งๆ ต่างๆ ซึ่งเราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ว่าจะให้เป็นคำสั่งอะไรในแอปพลิเคชั่น ส่วนด้านล่างจะเป็นไมค์สำหรับสนทนา โดยทางหัวเว่ยได้ออกแบบให้เป็นแบบ Aerodynamic Mic Duct หรือสามารถกันลมและฝุ่นเข้ามาขณะคุยสายสนทนาได้ ซึ่งจะกันลมได้ที่การเคลื่อนที่ประมาณ 20km/h (พวกวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ )
ตัวตลับเป็นทรงกลม ใช้วัสดุ Glossy ด้านหลังจะมีโลโก้หัวเว่ย, ด้านล่างจะมีพอร์ตชาร์จ USB-C พร้อมไฟแสดงสถานะการชาร์จ และด้านข้างจะมีปุ่มกดสำหรับ Pair
อุปกรณ์ภายในกล่อง
- Huawei FreeBuds 3
- สายชาร์จ USB-C
- คู่มือการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
การเริ่มต้นใช้งาน Huawei FreeBuds 3 ผมขอแบ่งออกเป็น 2 อย่างตามระบบปฏิบัติการนะครับ เนื่องจากว่าเจ้า FreeBuds 3 รองรับการใช้งานร่วมกับ Android OS และ iOS แต่มีการใช้งานที่แตกต่างกันครับ
- Android OS
สำหรับการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน Android OS จะใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “Huawei AI Life” ซึ่งสามารถโหลดได้จาก Google Play Store ได้เลยครับ โดยเมื่อเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชั่นแล้ว ให้เลือก Pair เข้ากับ Huawei FreeBuds 3 หลังจากนั้นก็จะขึ้นหน้าเมนูการใช้งานทันที
ภายในเมนูการใช้งาน เราสามารถที่จะเลือกตั้งค่า “Shotcut” หรือคำสั่งเวลาเราแตะที่ Touch sensor บริเวณแกนหูฟังได้ว่าจะให้เป็นการเรียกใช้งานอะไร นอกจากนี้เรายังเลือกปรับองศาการตัดเสียงรบกวนได้ตามรูปแบบของหูแต่ละคน โดยปกติแล้วตัวหูฟังทั่วไปจะมีค่ามาตรฐานมาให้แบบสำเร็จรูป แต่ค่านั้นๆ อาจจะไม่เหมาะกับหูเราก็ได้
แต่ของหัวเว่ยเลือกใส่ “Bone Sensor” หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนของกระดูกกรามเมื่อเราพูดมาให้ ดังนั้นทำให้เราสามารถเลือกปรับองศาของการตัดเสียงรบกวน (Active Noise cancelling) ได้ตามรูปแบบหูของแต่ละคน ซึ่งตรงผมชอบนะครับ ทำให้เราเลือกการตัดเสียงได้ตรงกับหูของเรา
ที่เหลือก็จะเป็นการดูสถานะของแบตเตอรี่ทั้งของหูฟังและตัวตลับชาร์จได้จากหน้าเมนูเลยครับ ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ถ้าไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟนของ Huawei เวลาเราเปิดฝาตลับแล้ว จะมีป็อปอัปเด้งขึ้นมาให้ทันทีเลยไหม? ขอตอบว่า “ไม่มีครับ” จะมีแต่สมาร์ทโฟนของ Huawei เท่านั้น แต่ถ้าหากเราเชื่อมต่อไว้รอบหนึ่งแล้ว เมื่อเปิดฝาตัวหูฟังก็จะเชื่อมเข้ากับสมาร์ทโฟนเราให้ทันทีเลย
- iOS
สำหรับ iOS นั้น อาจจะลำบากหน่อย เพราะเนื่องจากกรณีที่ทางหัวเว่ยถูกแบนห้ามยุ่งกับบริษัทของอเมริกา จึงทำให้ไม่มีแอปพลิเคชั่น ดังนั้นการใช้งานร่วมกับ iOS ของ Huawei FreeBuds 3 จะเป็นรูปแบบการจดจำการตั้งค่าต่างๆ เข้าไปในตัว Hardware ของหูฟังโดยตรง ซึ่งเราจะเปลี่ยนแปลงค่าที่ตั้งไว้ได้ก็ต่อเมื่อ ยืมสมาร์ทโฟน Android ของเพื่อน หรือของตัวเองอีกเครื่อง แล้วเข้าไปตั้งค่าใหม่ในแอปฯ “Huawei AI Life” เท่านั้นครับ
เสียงและการใช้งานจริงเป็นอย่างไร?
เสียง (Feeling)
Huawei FreeBuds 3 มีไดร์เวอร์ขนาด 14.2 mm ติดตั้งมาให้ข้างละตัว ดังนั้นการขับเสียงออกมาจะมีมิติพอสมควรครับ เมื่อเทียบกับ Galaxy Buds ที่ผมใช้อยู่จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนว่า FreeBuds 3 เสียงจะมีมิติ มีความลึกของดนตรี และโอบล้อมมากกว่าชัดเจน ส่วนโทนเสียงที่ได้เก็บจะเป็นแนวเคลียใส มีเบสติดมาหน่อยๆ ให้ได้อารมณ์ ถ้าไม่เห็นภาพให้ลองนึกถึงหูฟังแถมของ Apple แล้วตีบวกความดังและมิติดนตรีไปอีกหน่อย นั้นแหละครับคาแร็คเตอร์ของเจ้า FreeBuds 3
การใช้งานจริง (Life style)
สำหรับการใช้งานจริง ผมได้ทดสอบเดินริมถนนที่มีเสียงรถชนิดต่างๆ ริมถนนสุขุมวิทที่จัดว่ารถเยอะมากๆ พร้อมกับเปิดเพลงจาก Sportify และทดสอบเปิด – ปิด โหมดตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancelling) ไปด้วย ผลคือ ถ้าหากเราเปิดเสียงโหมดตัดเสียงรบกวน ความดังของเพลงก็จะลดลงไประดับหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของหูฟังที่มีคุณสมบัตินี้ แต่ด้วยการตัดเสียงที่ผมคิดว่าเนียนพอสมควรของ FreeBuds 3 ทำให้พอเราเปิดโหมดนี้และฟังเพลงไปด้วยมันจะได้อรรถรสมากขึ้นเลยล่ะครับ เกือบจะรู้สึกว่าเหมือนฟังอยู่คนเดียวในห้อง เพียงแต่ยังพอได้ยินเสียงจากข้างนอกอยู่แบบเบาบาง
ส่วนเมื่อลองใช้งานกับรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT ผลคือ การเชื่อมต่อของหูฟังกับมือถือ จะโดนรบกวนสัญญาณเมื่อรถไฟฟ้าเข้าสถานีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่บ่อยครับผมเจอแค่บางสถานีเท่านั้น และเสียงที่ได้ถ้าหากเราเปิดโหมดตัดเสียง ก็ยังคงได้ยินเสียงลมของรถไฟใต้ดินอยู่ในระดับหนึ่ง ส่วนถ้าเป็น BTS จะได้ยินเสียงบอก “สถานีถัดไป” เบาบางมากๆ ถ้าใครฟังเพลินๆ มีลงผิดสถานีแน่นอน
การสนทนา ไม่ว่าจะเป็นเดินริมถนนหรืออยู่บนรถไฟฟ้า คู่สนทนาปลายสายยืนยันครับว่า เสียงฟังชัด เหมือนเรายกสมาร์ทโฟนขึ้นแนบหู เสียงไม่จมน้ำเหมือนอีกแบรนด์แน่นอน หายห่วงได้เลย ส่วนการใช้งานร่วมกับการเล่นเกม ดูหนังสตรีมมิ่ง ดูยูทูป หายห่วงเรื่องดีเลย์ของเสียงได้เลยครับ ไม่มีให้เห็นแน่นอน
สรุป
บทสรุปของ Huawei FreeBuds 3 ผมคิดว่าถ้าหากคุณมีงบ 5,000 บาท และอยากได้หูฟัง Truewireless คุ้มๆ ตัวหนึ่ง ที่ใส่ทุกอย่างที่ควรมีมาให้ครบถ้วน ถึงแม้อาจจะให้เสียงไม่สุดเท่าหูฟังเฉพาะทาง แต่ก็ฟังได้สนุกได้อรรถรสพอสมควร มีระบบตัดเสียงรบกวนที่เนียน สามารถคุยสนทนารู้เรื่องคมชัด และชอบหรือรับได้กับหูฟังแนว Open-fit แบบนี้ ในกลุ่มราคานี้ FreeBuds 3 ยืนหนึ่งเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ที่ผมแนะนำให้เลือกแน่นอนครับ และคุ้มค่าจริงๆ
การวางจำหน่าย
Huawei Thailand เปิดวางจำหน่าย Huawei FreeBuds 3 ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ในราคา 4,990 บาท แต่ตอนนี้ถึงวันที่ 1 ธ.ค. 62 มีเปิดจองแบบพรีออเดอร์อยู่นะครับ ซึ่งถ้าหากจองช่วงพรีออเดอร์ก็รับไปเลยที่ชาร์จไร้สายไว้ชาร์จร่วมกันได้มูลค่า 1,490 บาท จากทาง Huawei
ขอขอบคุณ : Huawei Thailand


















