รีวิว vivo V80 สมาร์ตโฟนที่มาสานต่อกล้อง “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” พร้อมดีไซน์ใหม่ แบตอึดขึ้น และรองรับ eSIM ครั้งแรก
รีวิว vivo V80 มาแล้วครับ! สมาร์ตโฟนที่จะมาสานต่อความเก่งของกล้องลูกรักพระเจ้าใน vivo V70 รุ่นก่อน ด้วยความเก่งในการ “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” แบบเดียวกัน ด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพของกล้อง Triple Camera ที่มีการปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่เล็กน้อย! และครั้งนี้พิเศษขึ้นตรงที่ทาง vivo มีการเติมคุณสมบัติและฟีเจอร์ใหม่ ๆ เสริมการถ่ายภาพให้ดีขึ้นเพิ่มเติมเข้ามา ทำให้ถ่ายภาพบนกล้อง vivo V80 ที่นอกจากจะถ่ายภาพสวยและคมไม่แพ้รุ่นก่อนแล้ว ยังเสริมประสบการณ์การถ่ายภาพที่ทำไห้เราสนุกในการครีเอตภาพและเพิ่มความหลากหลายในการเก็บโมเมนต์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า ภาพรวมของ vivo V80 ก็ยังคงเป็นสมาร์ตโฟน Mid-range ที่ให้คุณภาพของภาพถ่ายได้ดีที่สุดอีกรุ่นในตลาดมือถือเมืองไทยเช่นเดิมครับ
จุดเด่นของ vivo V80 ยังคงโดดเด่นเรื่องกล้องถ่ายรูปเหมือนกับรุ่นพี่ ๆ ที่ทำไว้ได้ดีมาก ๆ สามารถมอบประสบการณ์การใช้งานกล้องถ่ายรูปที่เป็นเอกลักษณ์ของ vivo V Series ได้ดีและลงตัวเหมือนเดิม ทุกอย่างที่เคยทำได้ดีบน vivo V70 ก็ถูกสืบสานต่อมายัง vivo V80 ไว้ทั้งหมด นอกจากนี้อีกหนึ่งความโดดเด่นของ vivo V80 คือ “ดีไซน์” ที่มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งหมด จนอาจบอกว่า เป็นดีไซน์แบบ All-new ก็ได้ครับ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่แบบไม่เหลือเค้าโครงเดิมในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้
ในขณะที่ทางด้านสเปกตัวเครื่องที่แฟนเพจของเรา รวมถึงผู้อ่านหลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษนั้น รอบนี้มีการปรับเปลี่ยนทั้งด้านบวกและลบบน vivo V80 อยู่เหมือนกันครับ โดยเฉพาะเรื่องของ RAM ที่ตอนนี้หลายแบรนด์ก็โดนผลกระทบจากสภาวะราคาสูงอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนไปในทางที่อาจถูกใจแฟน ๆ น้อยลง แต่ทาง vivo เองก็ได้มีพยายามหาจุดที่จะเติมความสามารถบางอย่างเข้ามาทดแทนให้กับลูกค้า เช่น เพิ่มความจุของแบตเตอรี่ให้มากขึ้น เพิ่มการรองรับ eSIM ที่เป็นครั้งแรกของ vivo V Series เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานในภาพรวมของ vivo V80 ยังคงทำได้ดีเหมือนกับ vivo V Series รุ่นก่อน ส่วนจะมีอะไรที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ รวมถึงประสบการณ์การถ่ายภาพที่เป็นจุดเด่นจะยังคงเหมือนเดิมไหม เลื่อนลงไปอ่านรีวิวกันต่อที่ด้านล่างได้เลยครับ!
เลือกอ่านตามหัวข้อ
1. Specification / รายละเอียดสเปก
2. Design / งานออกแบบ
3. Camera / กล้องถ่ายรูป
4. Operating System / ระบบปฏิบัติการ
5. Performance / ประสิทธิภาพ
6. Battery / แบตเตอรี่
7. Wrap-up / บทสรุป
8. Price & Availability / ราคาและการวางจำหน่าย
Specification
รายละเอียดสเปกของ vivo V80
- จอแสดงผล Ultra Clear OLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด 2750 × 1260 พิกเซล (1.5K)
— Refresh Rate 144Hz
— ความหนาแน่นของพิกเซล 459 PPI
— ค่าความสว่างสูงสุดเฉพาะส่วน 5000nits | ปรับความสว่างได้ต่ำสุด 1nits
— ค่าความสว่างทั่วหน้าจอ 1800nits
— ขอบเขตสี 100% P3 Wide Color Gamut
— วัสดุเปล่งแสง VM9
— สแกนนิ้วบนหน้าจอ 3D Ultrasonic Single-point - ชิปประมวลผล Snapdragon 7 Gen 4
— Octa-core Processor (1 × 2.8 GHz + 4 × 2.4 GHz + 3 × 1.8 GHz)
— เทคโนโลยีการผลิตระดับ 4nm. - GPU Adreno 722
- RAM 8GB (LPDDR4X)
— ขยายพื้นที่หน่วยความจำได้สูงสุด 16GB (Extended RAM) - Storage 128GB / 256GB / 512GB (UFS 3.1)
- ระบบปฏิบัติการ OriginOS 7 (Android 17)
- กล้องถ่ายรูป Triple Camera พร้อมไฟแฟลช Aura Lights dual tone
กล้องหลัก ZEISS เซนเซอร์ Sony LYTIA 700Vความละเอียด 50MP (F1.88)
— ขนาดของเซนเซอร์ : 1/1.56″
— ความละเอียดสูงสุดในการบันทึกวีดีโอ : 4K/60fps
— โหมดถ่ายภาพ AI Creation, Night, Portrait, Photo, Video, High Resolution, Pano, Ultra HD Document, Slo-mo, Time-lapse, Supermoon, Stage, Astro, Pro, Snapshot, Food, Underwater Photography, Film Camera
กล้อง ZEISS Super Telephoto เซนเซอร์ Sony IMX882 ความละเอียด 50MP (F2.65)
— ขนาดของเซนเซอร์ 1/1.95″
กล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide) เซนเซอร์ OV08F ความละเอียด 8MP (F2.2)
— ขนาดของเซนเซอร์ 1/4″ - กล้องหน้า เซนเซอร์ JN1 ความละเอียด 50MP (F2.0)
— ขนาดของเซนเซอร์ 1/2.76″
— โหมดถ่ายภาพ Night, Portrait, Photo, Video, Micro Movie, High resolution, Dual View, Film Camera - การเชื่อมต่อเครือข่าย
— 2G GSM : 850 / 900 / 1800 / 1900 MHz
— 3G WCDMA : B1 / B2 / B4 / B5 / B6 / B8 / B19
— 4G FDD-LTE : B1 / B2 / B3 / B4 / B5 / B7 / B8 / B12 / B17 / B18 / B19 / B20 / B26 / B28 / B32 / B66
— 4G TD-LTE : B38 / B39 / B40 / B41 / B42
— 5G : n1 / n2 / n3 / n5 / n7 / n8 / n20 / n26 / n28 / n38 / n40 / n41 / n66 / n75 / n77 / n78 - รองรับซิมการ์ด (นาโนซิม) : Nano SIM + eSIM
- รองรับการเชื่อมต่อ
— Wi-Fi 6, WLAN 2.4 GHz / 5GHz
— Bluetooth 5.4
— Type-C (USB 2.0)
— NFC
— OTG - ดาวเทียม : GPS, BeiDou, GLONASS, Galileo, QZSS
- มาตรฐานทนน้ำและฝุ่น IP68 / IP69
- มอเตอร์สั่น : X- Axis Linear Motor
- แบตเตอรี่ ความจุ 7200mAh BlueVolt
— รองรับชาร์จไว 90W FlashCharge
— พื้นฐาน Li-ion Battery - ตัวเลือกสี : สีม่วง Starwish Purple, สีเขียว Wander Green และสีเทา Vast Gray
- มิติตัวเครื่อง
— ขนาด 157.52 × 74.33 × 7.89 มม. (Starwish Purple)
— ขนาด 157.52 × 74.33 × 7.69 มม. (Wander Green, Vast Gray) - อุปกรณ์ภายในกล่อง
— ตัวเครื่อง vivo V80
— คู่มือการใช้งานและใบรับประกัน
— เคสซิลิโคนใส
— เข็มจิ้มถาดซิมการ์ด
— สายชาร์จ USB-C
— อะแดปเตอร์ชาร์จ 90W FlashCharge
— ฟิล์มกันรอยหน้าจอ (ติดตั้งมากับตัวเครื่อง)
Design
ดีไซน์ตัวเครื่องแบบใหม่ สวยงามราวพระเจ้าสร้างสรรค์
หนึ่งความใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงบน vivo V80 ที่เห็นได้ชัดสุดก็คือเรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องนั่นเองครับ โดยครั้งนี้ vivo V80 มากับดีไซน์โมดูลกล้องใหม่ มีการใช้เทคโนโลยี Cold-Carved ขึ้นรูปฝาหลังชิ้นเดียว ให้สัมผัสเนียน ไร้รอยต่อ พร้อมปรับการเรียงกล้องถ่ายรูปให้เป็นรูปทรงตัว L ในขณะที่ฐานโมดูลมีการยกลอยตัวและเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมโค้งสไตล์ Minimal
ผสานขอบเครื่องอะลูมิเนียมรอบตัวเครื่องที่ให้สัมผัสเรียบลื่นและพรีเมียม โดยที่มุมทั้งสี่ของเฟรมตัวเครื่องจะมีมุมโค้ง 12.5 มิลลิเมตร ช่วยให้จับถือได้สบายมือแม้ใช้งานเป็นเวลานาน และมากับมาตรฐานทนนํ้าทนฝุ่น IP68 & IP69 พร้อมโครงสร้างเครื่องที่แข็งแรง ช่วยให้ทุกการใช้งานอุ่นใจและยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้นจากปกติ
ด้านหน้ามากับหน้าจอ Ultra Clear OLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด 1.5K ให้ความสว่างเฉพาะจุดสูงสุด 5000nits พร้อม Refresh Rate 144Hz รองรับการแสดงผลด้านสีสันได้ลึก 1.07 พันล้านสี, HDR10+ และผ่านการรับรองมาตรฐาน SGS Certification การันตีการปล่อยแสงสีฟ้าตํ่าลดผลกระทบกับดวงตาเมื่อใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
และยังรองรับการแสดงผลด้านสีได้ลึกถึง 1.07 พันล้านสี จึงทำให้จอของ vivo V80 แสดงสีสันสมจริงใกล้เคียงการมองเห็นของมนุษย์ พร้อมทั้งมีการไล่เฉดสีที่เนียน ไม่มีอาการสีแตก มอบประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ผ่านจอที่เต็มอิ่มด้วยสีสันและภาพคุณภาพสูง รวมทั้งยังมีขอบจอ (Bazel) ที่บางเพียง 1.25 มม. มอบ ช่วยให้เรามีพื้นที่รับชมคอนเทนต์บนจอได้กว้างด้วย
นอกจากนี้ จอแสดงผลของ vivo V80 ยังติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanning 2.0 มาด้วย มีคุณสมบัติในการยืนยันและปลดล็อกเร็ว แม่นยํา และปลอดภัย ตัวระบบสแกนใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ 3 มิติ ทำให้เก็บรายละเอียดของลายนิ้วมือได้ดียิ่งขึ้น และมีความแม่นยำสูง จึงสามารถปลดล็อกได้แม้มือเปียกเหงื่อ ชื้น หรือหลังทาสกินแคร์ก็ยังใช้งานได้ปกติ
โดยรอบนี้ vivo V80 มากับตัวเลือกสีทั้งหมด 3 สี คือ
- สี Starwish Purple
สีแห่งความสงบ ประกายแห่งตัวตนและความฝันที่เราคว้ามาด้วยตัวเอง (สีไฮไลต์และสีตัวเครื่องในบทความ) - สี Wander Green
สีเขียวที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวเองอย่างแตกต่างและเติบโตอย่างอิสระ (สีไฮไลต์และสีตัวเครื่องในบทความ) - สี Vast Gray
สีเทาเรียบ สุขุม เท่แบบไม่ต้องพยายาม และสะท้อนความมั่นใจในการเป็นตัวเอง
Camera
กล้อง All ZEISS Camera เสกทุกโมเมนต์ให้เป็นช็อต ‘ลูกรักพระเจ้า’
vivo V80 ยังคงใช้ชุดกล้องตัวเดิมที่หลายคนชมจาก vivo V70 เกือบทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย กล้องหลัก ZEISS OIS เซนเซอร์ Sony LYTIA 700V ขนาด 1/1.56″ ความละเอียด 50MP (OIS, f/1.88, FOV 84° ± 3°, 6P Lens) กล้องซูม ZEISS Super Telephoto เซนเซอร์ Sony lMX882 ขนาด 1/1.95″ ความละเอียด 50MP มี OIS ในตัว (f/2.65, FoV 33.1°, 4P Lens) รองรับซูม Optical 3x และ Hyper Zoom 100x และปิดท้ายด้วยกล้องเลนส์ ZEISS Ultra Wide-angle ความละเอียด 8MP (f/2.0, FoV 115°, 5P Lens)
ที่ผมบอกว่า “เกือบทั้งหมด” ก็เพราะว่ารอบนี้ทาง vivo มีการเปลี่ยนเซนเซอร์กล้องหลักไปใช้เซนเซอร์กล้องตัวใหม่ SONY LYTIA 700V แทนของเดิมที่เป็น SONY IMX766 ถึงแม้หลายคนจะบอกว่า เซนเซอร์กล้องตัวนี้มันก็คือตัวเดิมนั่นแหละ แค่เปลี่ยนชื่อ ก็ยอมรับว่าในภาพรวมก็เป็นจริงตามที่กล่าวเลยล่ะครับ
แต่ถ้าเรามองลึกลงไปอีกหน่อย เซนเซอร์กล้องสองตัวนี้ถึงจะมีโครงสร้างขนาดจะเท่ากัน แต่ LYTIA 700V ด้วยการที่เป็นของใหม่ล่าสุด จึงได้รับการอัปเกรดเทคโนโลยีภายในให้ดีกว่า IMX766 หลายด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยี HDR ที่ปีนี้ SONY LYTIA เขาขายเป็นจุดเด่นให้ดีขึ้นจากรุ่นก่อน ตัวเซนเซอร์จึงมากับเทคโนโลยี DAG-HDR (Dual Analog Gain HDR) ซึ่งช่วยเก็บรายละเอียดส่วนที่สว่างที่สุดและมืดที่สุดของภาพได้ในรวดเดียว ทำให้ภาพไม่เกิดเงาซ้อนเวลาถ่ายวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว
มีการปรับจูนการประมวลผลที่รวดเร็ว (LBMF) ขึ้น โดยมีเทคโนโลยี Less Blanking Multi Frame ที่ช่วยลดระยะเวลาหน่วงระหว่างการอ่านข้อมูลเฟรมภาพ ทำให้การถ่ายภาพซ้อนหลายใบอย่าง Night Mode, การถ่ายภาพต่อเนื่อง (Burst) หรือการประมวลผล AI ทำได้เร็วขึ้น มีการเติมระบบออโต้โฟกัส (All-pixel AF) ที่ได้รับการปรับจูนความหนาแน่นของพิกเซลโฟกัส ทำให้ล็อกเป้าหมายในที่แสงน้อยและติดตามวัตถุ (Tracking) ได้แม่นยำกว่ารุ่นก่อน
ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ผมบอกว่า ถึงแม้เซนเซอร์กล้อง LYTIA 700V ภาพรวมจะเหมือนเป็นการยกโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกับ IMX766 ที่เป็นรุ่นเดิมใช้มาใน vivo V70 แต่ในรายละเอียดนั้นตัวเซนเซอร์ได้รับการอัปเกรดชิปเซนเซอร์และเทคโนโลยีด้านในใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากตัวเก่าประมาณหนึ่ง
ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ลองนำออกไปถ่ายรูปทดสอบ สิ่งที่ผมสัมผัสได้เลยคือเรื่องของ HDR ที่เก็บรายละเอียดได้ดีและไวขึ้น และระบบโฟกัสภาพที่ได้แม่นยำและไวขึ้นจากเดิมด้วย รวมทั้งโทนสีภาพเปลี่ยนไปแบบสัมผัสได้ ถึงแม้จะปรับ “Style” เป็นสดใสแล้วก็ตาม แต่โทนสีภาพออกไปทางเทาหม่น ซึ่งตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเกิดจากตัวซอฟต์แวร์ของ vivo ที่ยังเป็นเดโม่รอการอัปเดตตอนวางจำหน่ายทางการอีกที หรือตั้งใจปรับโทนสีจากสดใสคมชัดให้เป็นสไตล์ Cinematic มีความหม่นคล้ายกับกล้องของ vivo X300 Ultra อยู่เหมือนกันครับ
ในขณะที่กล้องอีกสองตัว กล้องเลนส์ ZEISS Super Telephoto เซนเซอร์ Sony lMX882 ขนาด 1/1.95″ ความละเอียด 50MP มี OIS ในตัว (f/2.65, FoV 33.1°, 4P Lens) รองรับซูม Optical 3x และ Hyper Zoom 100x และยกล้องเลนส์ ZEISS Ultra Wide-angle ความละเอียด 8MP (f/2.0, FoV 115°, 5P Lens) ยังคงเป็นชุดเดิมที่ยกมาจาก vivo V70 ทั้งหมด รวมถึงกล้องหน้าที่ยังใช้กล้อง 50MP ZEISS Group Selfie Camera ให้มุมมองภาพกว้าง 92 องศา มีระบบออโต้โฟกัส พร้อมซอฟต์แวร์ AI สำหรับการถ่ายพอร์ตเทรตชุดใหม่ของ vivo อย่าง AI ช่วยปรับรูปหน้า (AI Facial Contouring) และ AI ช่วยเกลี่ยผิวใบหน้า AI Professional Portrait (GTR 2.0)
หน้าเมนูกล้องถ่ายภาพ
ลูกเล่นหรือฟีเจอร์การถ่ายภาพของ vivo V80 มีการเติมความสามารถใหม่ ๆ เข้ามาตามรุ่นพี่ vivo X Series หลายส่วนเหมือนกัน ถึงอาจเติมเข้ามาไม่มาก แต่ของที่ใส่มาให้ใหม่ก็มีผลต่อการใช้งานพอสมควรครับ เพราะช่วยให้การถ่ายภาพของเราเพิ่มความหลากหลาย ยืดหยุ่น และสนุกมากขึ้น
/ ZEISS Multifocal Portrait
เริ่มกันที่ฟีเจอร์การถ่ายภาพพอร์ตเทรตพื้นฐานที่อยู่กับ vivo V series มาอย่างยาวนาน “ZEISS Multifocal Portrait” ฟีเจอร์ถ่ายพอร์ตเทรต 5 ระยะยอดฮิต ทั้ง 23mm, 35mm, 50mm, 85mm, 100mm พร้อมจับแมทช์กับโบเก้และโทนสีของ ZEISS ให้อัตโนมัติ ซึ่งการถ่ายภาพด้วยฟีเจอร์นี้ถ้าจะให้สวยและเกิดเอฟเฟกต์โบเก้แต่ละรูปแบบของ ZEISS ได้สมบูรณ์ ผมแนะนำใช้ฟีเจอร์นี้ถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่มีบรรยากาศหรือฉากหลังที่มีแสงจากธรรมชาติ เช่น แสงลอดจากต้นไม้ อาคาร หรือวัตถุต่าง ๆ หรือจะใช้แสงไฟในยามค่ำคืนก็ได้ครับ แต่อย่าให้แสงเหล่านั้นอยู่ใกล้บุคคลที่เราจะถ่ายมากนัก เพราะอาจไม่เกิดโบเก้ได้ ถ้าทำตามได้ครบเราก็จะได้ภาพพอร์ตเทรตที่สวย โดดเด่น และมีมิติมากขึ้น
โดยระยะการถ่าย ZEISS Portrait ที่แนะนำ คือ ZEISS 85mm Portrait และ ZEISS 100mm Center-stage Portrait เป็นสองระยะถ่ายพอร์ตเทรตที่ตัวแบบจะโดดเด่นเป็นพิเศษอยู่ตรงกลางเฟรม โดยมีพื้นหลังละลายเป็น Bokeh เบา ๆ เล็กน้อย และถ้าเอาให้สวยที่สุดแนะนำให้เลือกเอฟเฟ็กต์ Bokeh ของ ZEISS เป็น “Sonnar” ครับ รับรองว่าสวยถูกใจคุณสาว ๆ แน่นอน
ตัวอย่างภาพถ่าย ZEISS Multifocal Portrait











/ CCD Flash Portrait
เป็นหนึ่งในสไตล์การถ่ายภาพพอร์ตเทรต ที่ถูกใส่ไว้ในโหมดถ่ายภาพคน โดยสไตล์ CCD Flash Portrait จะเป็นสไตล์การถ่ายภาพที่ได้รับความนิยมจากน้อง ๆ Gen Z กับการใช้ไฟแฟลชเข้ามาเสริมภาพถ่ายพอร์ตเทรตให้โดดเด่น ด้วยการสร้างมิติและความคมชัด (Pop) ของตัวแบบ พร้อมให้ฟีลลิ่งดิบ ๆ เป็นธรรมชาติ (Raw & Candid) และเสน่ห์ของความสมบูรณ์แบบที่ไม่สมบูรณ์ (Imperfect Charm) ของภาพถ่าย ซึ่งชวนย้อนยุคไปสมัยกล้องดิจิตอลหรือ Y2K เลยก็ว่าได้ครับ และเมื่อนำไปใช้งานร่วมกับกล้องเทเลโฟโต้ 100 มม. ยังช่วยจัดเฟรมภาพและลดสิ่งรบกวนจากฉากหลัง เหมาะสําหรับการถ่ายภาพในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน โดยยังคงเน้นตัวแบบให้โดดเด่น
การเรียกใช้งาน : โหมดพอร์ตเทรต > แตะไอคอน ‘สไตล์สี’ ด้านขวา > เลือกสไตล์สี ‘กำหนดเอง’ แล้วเลือก CCD หรือเลื่อนหาสไตล์ CCD โดยตรงเลยก็ได้
ตัวอย่างภาพถ่าย CCD Flash Portrait
/ Stage Mode
เป็นโหมดถ่ายภาพที่ออกแบบมาสำหรับ “สายคอน” เลยก็ว่าได้ครับ โดยจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศหน้าเวทีคอนเสิร์ตและมินิคอนเสิร์ตได้แบบสมจริง เหมือนได้ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง ผ่าน Stage Mode โหมดถ่ายภาพและวิดีโอบนเวทีที่ออกแบบมาเพื่อคนรักเสียงเพลงโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะอยู่ในฮอลล์หรือเฟสติวัลกลางแจ้ง ก็เก็บภาพพอร์ตเทรตศิลปินคนโปรดได้คมชัด พร้อมบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K 30 FPS ที่ทั้งคมชัด สมูท และเป็นธรรมชาติในทุกช็อต โดยที่มีความพิเศษคือ การผสานการทำงานร่วมกับกล้อง 50MP ZEISS Super Telephoto บน vivo V80
ทำให้ฟีเจอร์ Stage Mode สามารถซูมไกลได้คมชัดถึง 10x แม้จะยืนอยู่แถวหลังสุด ก็ดึงภาพให้เข้ามาใกล้เหมือนยืนดูอยู่หน้าเวที พร้อมเทคโนโลยี Nice 2.0 ที่ช่วยบริหารจัดการแสงสีและบรรยากาศรอบตัวศิลปินให้โดดเด่น คมชัด โฟกัสแม่นยำ และไม่หลุดรอดทุกโมเมนต์สำคัญ นอกจากภาพจะสวยสะใจแล้ว ด้านเสียงก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ด้วยระบบไมโครโฟนถึง 3 ตำแหน่ง ที่ช่วยเก็บบันทึกเสียงร้องและเสียงดนตรีรอบตัว พร้อมฟังก์ชันซูมเสียงที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น
ตัวอย่างภาพถ่าย Stage (เวที)
/ AI Creative
ฟีเจอร์ถ่ายภาพพอร์ตเทรตที่ใช้ AI เข้ามาช่วยเปลี่ยนภาพถ่ายพอร์ตเทรตของเราที่หลายคนชื่นชอบ โดยในโหมดนี้จะเป็นการเรียกใช้ AI เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ภาพถ่ายของเรา ด้วยการเพิ่มแสงและสร้างเอฟเฟกต์แสงให้กับภาพพอร์ตเทรตที่เราเลือก ให้ดูโดดเด่นและมีมิติมากขึ้น เช่น การจำลองแสงจากด้านบน แสงเรืองรอง และแสงแดด ซึ่งในฟีเจอร์นี้จะมีเอฟเฟกต์ AI ให้เราเลือกสร้างสรรค์ได้อีกกว่า 30 รูปแบบ ครอบคลุมทั้งภาพท่องเที่ยว ภาพบนเวที สไตล์อนิเมะ และภาพวิวทิวทัศน์ ช่วยให้ผู้ใช้สร้างสรรค์ ภาพได้หลากหลายสไตล์ง่าย ๆ เพียงคลิกเดียว
หน้าเมนู AI Creative
ในเวอร์ชั่นใหม่ที่มากับ vivo V80 ที่รันบน OriginOS 7 นั้น โหมดถ่ายภาพ AI Creative ถูกปรับปรุงใหม่ มีการยุบรวมกับ AI Four-season Portrait เดิมที่เป็นฟีเจอร์ AI ที่หลายคนชื่นชอบ กับการใช้ AI ปรับบรรยากาศรอบตัวให้เปลี่ยนไปตามฤดู 4 ฤดูกาล เช่น เปลี่ยนให้กรุงเทพฯ มีหิมะตก นำเข้ามารวมอยู่ในโหมดนี้ เพื่อให้เรียกใช้งานครั้งเดียวจบครับ
ตัวอย่างภาพถ่าย AI Creative ที่น่าสนใจ






/ Color Palette
และของเล่นใหม่ล่าสุดของ vivo V series เลยก็ว่าได้ครับ โดย vivo V80 จะได้เล่นก่อนเพื่อน “Color Palette” หรือที่เราเรียกกันว่า จานสี เป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้เลือกปรับเปลี่ยนโทนสีและอารมณ์ของภาพได้ด้วยตัวเอง ผ่านการปรับ Contrast และ Saturation หรือความเข้มของสี เพียงเลื่อนปรับก็สามารถสร้างสไตล์ภาพได้หลากหลาย
ตัวอย่างภาพถ่ายที่ปรับโทนสีด้วย Color Palette
/ AI Best Face
เป็นฟีเจอร์ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์หาใบหน้าที่ดีที่สุดของบุคคลในภาพถ่ายมาปรับแก้ไขภาพ ในกรณีที่เราถ่ายภาพเซลฟี่ด้วยกล้องมุมกว้าง 50MP ของ vivo V80 แล้วหากมีใครในภาพหลับตาหรือมีสีหน้าที่ยังไม่พร้อม เราก็สามารถใช้ AI Best Face เพื่อตรวจจับสีหน้าหลายแบบจากฟีเจอร์ Live Photo และเลือกเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ดีที่สุดได้ ภายในแตะเดียว ช่วยให้ภาพกลุ่มออกมาสมบูรณ์แบบ และไม่ต้องเสียดายโมเมนต์สําคัญหลังจากถ่ายไปแล้ว
การเรียกใช้งาน : ถ่ายด้วย Live Photo > เปิดอัลบั้มเลือกภาพ > กดแก้ไข > AI Best Face
ตัวอย่างภาพถ่ายที่ปรับแต่งด้วย AI Best Face
/ Creative Sticker Collage
เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ที่เข้ามาช่วยให้การแต่งภาพสนุกยิ่งขึ้น ด้วยการตัดภาพ (Di-cut) คนหรือสัตว์เลี้ยงจากฟีเจอร์ Live Photo ให้กลายเป็นสติกเกอร์ แล้วนําสติกเกอร์ที่ได้กลับไปเลือกวางบน Live Photo อีกภาพตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน โดยเราเลือกวางสติกเกอร์ได้อย่างอิสระ สามารถย่อ ขยาย หมุน และปรับตําแหน่งได้ตามต้องการ เพื่อสร้างสรรค์ภาพใหม่ที่มีเอกลักษณ์ออกมา
ตัวอย่างภาพที่ปรับแต่งด้วย Creative Sticker Collage
Operating System
OriginOS 7 (Based on Android 17) ลื่นไหลยืนหนึ่ง สมมงลูกรักพระเจ้า
อีกหนึ่งความใหม่ที่มากับ vivo V80 ก็คือ “OriginOS 7” ระบบปฏิบัติการบนสมาร์ตโฟนเวอร์ชั่นล่าสุดของ vivo โดยครั้งนี้นอกจากมากับลูกเล่นและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่น่าใช้หลายอย่างแล้ว ในส่วนของหัวใจหลักในการทำงานก็ได้รับพัฒนาต่อยอดจากเวอร์ชั่นก่อน และมีส่วนที่ใส่เข้ามาใหม่ด้วยเช่นกันครับ ซึ่งผมขอลงข้อมูลเชิงลึกไว้สำหรับแฟน ๆ ที่ชอบอ่านให้ด้วยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้สนใจก็สามารถเลื่อนไปอ่านส่วนฟีเจอร์ได้เลยครับ
OriginOS 7 ครั้งนี้ มากับการพัฒนาและปรับปรุงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องจากรุ่นก่อนหลายจุด ให้มีความเก่งและต่อยอดประสบการณ์การใช้งานจากเวอร์ชั่นก่อนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะมี 4 แกนหลักสำคัญที่ถูกนำมาปรับปรุงและพัฒนาจาก OriginOS 6 ให้แข็งแรงและทรงพลังมากขึ้น จนทำให้ OriginOS 7 มีความแข็งแรงและยืนเป็นแถวหน้าของ OS ฝั่ง Android ได้สบาย ๆ โดยที่เสาทั้ง 4 ประกอบด้วย
1. OriginOS Smooth Engine (ระบบจัดการความลื่นไหลอัจฉริยะ)
เสาต้นแรกนี้เปรียบเสมือนเป็น “ผู้กำกับจังหวะ” ที่คอยคาดเดาว่านิ้วของคุณจะปัดหน้าจอไปทางไหน ทำให้แอนิเมชันการเปิด-ปิดแอปติดนิ้วและลื่นไหลที่สุด ที่ทำแบบนั้นได้ ก็เพราะ OriginOS Smooth Engine จะเข้าไปปรับแต่ง Rendering Pipeline (กระบวนการวาดภาพบนจอ) ของ Android ใหม่ทั้งหมด โดยลดความหน่วงระหว่าง Touch Sampling Rate (การรับสัมผัส) และ Refresh Rate (การแสดงผล) ให้ทำงานผสานกันในระดับมิลลิวินาที รวมถึงการเรียกใช้ AI จำลองหลักฟิสิกส์ (เช่น แรงโน้มถ่วงและแรงเฉื่อย) เข้ามาช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ในทุกแอนิเมชัน ทำให้ภาพที่แสดงออกมาบนหน้าจอจะไม่กระตุก แม้ ณ ขณะนั้นระบบจะโหลดหนักก็ตาม ทำให้ผู้ใช้งานจะรับรู้และรู้สึกได้ถึงการตอบสนองต่อการปัดหรือแตะหน้าจอเพื่อใช้งาน แล้วรู้สึกว่า ลื่นไหล สมูธ ติดนิ้ว และไม่มีอาการกระตุกของอนิเมชันให้เห็นกวนตา
2. Ultra Core Computing (การประมวลผลแกนหลักขั้นสุด)
เสาต้นที่สองคือการออกแบบให้ระบบเทพลังงานทั้งหมดไปให้ “แอปที่คุณกำลังใช้งานอยู่ตรงหน้า” โดยไม่ปล่อยให้แอปที่แอบรันอยู่เบื้องหลังมาแย่งทรัพยากร Ultra Core Computing ถูกพัฒนามาให้ทำงานบนพื้นฐานของอัลกอริทึมที่เรียกว่า Unfair Scheduling (การจัดคิวแบบไม่ยุติธรรม) ครับ แทนที่ CPU จะแบ่งพลังประมวลผลให้ทุกแอปเท่าๆ กันแบบเดิม ระบบ Ultra Core Computing จะแทรกคิวและดึงพลังจากแกนประมวลผลประสิทธิภาพสูง (Prime Core) มาให้แอปที่อยู่บน Foreground แบบ 100% การทำเช่นนี้ ช่วยทำให้ลดอาการเฟรมเรตตก (Micro-stuttering) ได้อย่างเด็ดขาด
และทำให้เราเรียกใช้งานแอปตั้งแต่ปิดไว้จนเปิดใช้งานเต็มร้อยได้ไวขึ้นจากรุ่นก่อน 10% และใช้งานแอปฯ ที่เปิดตรงหน้าด้วยประสิทธิภาพของ Hardware เต็มร้อย ลดปัญหาแอปฯ ปิดตัวหรือแอปเด้งได้ด้วย ซึ่งทาง vivo นำจุดเด่นของ Ultra Core Computing มาใช้งานผ่านคุณสมบัติใหม่บน OriginOS 7 เช่น Snap-up engine เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ทาง vivo ได้ร่วมมือกับเจ้าของแอปฯ จองบัตรคอนเสิร์ตต่าง ๆ กว่า 10 แอป โดยระบบจะใช้หลักการเดียวกัน จะมีการจัดลำดับความสำคัญของแอปฯ ในการจองบัตรคอนเสิร์ต ถ้าแอปฯ ไหนเราเรียกใช้งาน นอกจากจะดึงทรัพยากรทั้งหมดมาให้แล้ว ยังดึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั้งหมดบนเครื่องมาให้ด้วย ช่วยเพิ่มโอกาสกดจองบัตรได้ไวขึ้นจากปกติ
3. Memory Fusion (เทคโนโลยีผสานหน่วยความจำ)
เสาต้นที่สาม Memory Fusion เป็นการพัฒนามาเพื่อรองรับปัญหาเรื่องหน่วยความจำบนตัวเครื่อง ที่สถานการณ์ตอนนี้ยังคงอยู่ในสภาวะราคาสูง ซึ่งใช้หลักการยืมพื้นที่เก็บข้อมูล (ROM) มาทำเป็นแรม (RAM) จำลอง เพื่อให้เปิดแอปค้างไว้ได้เยอะ ๆ โดยที่แอปไม่เด้งหรือต้องโหลดใหม่ และใช้ Native RAM ที่น้อยลง Memory Fusion ของ vivo จะไม่ใช่แค่การทำ Swap Memory ธรรมดา แต่จะใช้เทคโนโลยี Memory Compression ระดับฮาร์ดแวร์ โดยจะมีการเรียกใช้ AI มาเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ว่า แอปไหนไม่ได้ใช้นานแล้ว จากนั้นจะทำการบีบอัดข้อมูลแอปนั้นให้เล็กลงแล้วย้ายไปเก็บใน ROM อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยถนอมอายุการใช้งานของหน่วยความจำแบบแฟลช (UFS) และยังทำให้ดึงข้อมูลกลับมาที่ RAM ได้ไวกว่าเทคโนโลยีเก่าถึง 3 เท่า
นอกจากนี้ Memory Fusion ยังทำให้ OriginOS 7 สามารถขยายพื้นที่ RAM ด้วยการยืมพื้นที่จาก Storage ได้มากกว่าสมาร์ตโฟน Android ทั่วไป เช่น Android ทั่วไปยืมได้ 12GB ของ OriginOS 7 จะยืมได้ 24GB เป็นต้น
4. Dual Render (ระบบประมวลผลภาพคู่ขนาน)
เสาต้นสุดท้าย Dual Render เปรียบเหมือนมีช่างวาดภาพ 2 คนช่วยกันทำงาน ทำตามความถนัด คนหนึ่งวาดปุ่มและเมนูต่าง ๆ ส่วนอีกคนรับหน้าที่วาดฉากในเกมเพียว ๆ ทำให้ภาพในเกมสวยขึ้น และไม่ต้องให้ใครคนใดคนหนี่งต้องทำงานหนักคนเดียวจนเครื่องร้อน Dual Render ระบบนี้ ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับชิปแสดงผลแยก (Independent Display Chip) ที่ทาง vivo ติดตั้งมาบนเครื่อง โดยจะทำการแยกการเรนเดอร์ UI พื้นฐานออกจากกราฟิก 3D และยังรองรับ Motion Estimation, Motion Compensation (MEMC) ที่ช่วยแทรกเฟรมเรตจำลองจาก 60fps ให้กลายเป็น 120fps ได้โดยที่ GPU ตัวหลักไม่ต้องทำงานหนักขึ้น ผลลัพธ์ที่เราจะได้กลับมาคือ การเล่นเกมที่ลื่นไหลขึ้น ไปพร้อมกับการประหยัดแบตเตอรี่ และคุมอุณหภูมิเครื่องได้ดีเยี่ยมนั่นเองครับ
ลูกเล่นใหม่บน Origin OS 7 ที่น่าสนใจ
/ Pet Pals
เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มากับ OriginOS 7 ที่จะเข้ามาช่วยเติมความน่ารักให้หน้าจอด้วยธีมสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักผ่านวอลเปเปอร์แบบไดนามิก ซึ่งในฐานะทาสแมว ผมเองก็โดนตกไปเรียบร้อยแล้วสำหรับฟีเจอร์นี้ครับ ความพิเศษอยู่ตรงที่เราจะสามารถโต้ตอบกับสัตว์เลี้ยงบนหน้าจอได้ง่าย ๆ เพียงแตะหรือเขย่าโทรศัพท์ก็จะพบกับแอนิเมชันและเอฟเฟกต์น่ารัก ๆ จากสัตว์เลี้ยงที่เราเลือก ซึ่งมีด้วยกัน 6 รูปแบบ
ซึ่งนอกจากจะเล่นกับน้อง ๆ ด้วยการแตะบนจอแล้ว ภาพสัตว์เลี้ยงก็ยังสามารถแสดงท่าทางตามกิจวัตรประจําวัน เช่น ตื่นนอน รับประทานอาหาร และพักผ่อน ทําให้หน้าจอดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจยิ่งขึ้น และเจ้าสัตว์้ลี้ยงนี้ยังตอบสนองต่อสถานะการใช้งานของโทรศัพท์ เช่น เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ขณะชาร์จแบตเตอรี่ หรือระหว่างฟังเพลง พร้อมเปลี่ยนแอนิเมชันให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่หลากหลายได้ด้วยครับ คนรักสัตว์ต้องชอบแน่นอน
/ Wiggle Theme
สามารถปรับแต่งหน้าจอ Lock Screen ได้ตามสไตล์ของตัวเอง โดยสามารถเลือกใช้ภาพที่ชื่นชอบหรือภาพส่วนตัว พร้อมกําหนดพื้นที่ในภาพที่ต้องการให้โต้ตอบได้ เช่น แตะหรือขยับโทรศัพท์แล้วเกิดแอนิเมชัน เพิ่มความสนุกและความเป็นเอกลักษณ์ให้กับหน้าจอ
/ StickIt
เป็นลูกเล่นที่ให้เจ้าของเครื่องสามารถสร้างสติกเกอร์ในแบบของตัวเองและนำมาใช้งานบนหน้าจอ เพื่อเป็นพรอพในการตกแต่งหน้าจอเราให้สนุกและโดดเด่นขึ้น ซึ่งเราสามารถเลือกใช้สติกเกอร์ทั้งแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวร่วมกัน รวมถึงเพิ่มสติกเกอร์เคลื่อนไหวหลายชิ้นในวอลเปเปอร์เดียวได้ก็ทำได้
สามารถจัดวางและปรับเลเยอร์ของสติกเกอร์ได้อย่างอิสระ เพื่อสร้างสรรค์หน้าจอในสไตล์ที่ชื่นชอบ โดยเราสามารถสร้างสติกเกอร์ได้ทั้งจากภาพนิ่ง ภาพถ่าย และ Live Photo พร้อมปรับแต่งสไตล์ด้วย AI เพื่อเพิ่มความหลากหลายและความเป็นเอกลักษณ์ และยังรองรับการนำสติกเกอร์แบบเคลื่อนไหวไปใช้งานบน Wallpaper และ Always-On Display (AOD) ได้ด้วย
/ Capture to Note
เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มาก ๆ สำหรับสายทำงานครับ เพราะความสามารถของ Capture to Note คือการช่วยเปลี่ยนภาพถ่ายที่เราถ่ายจากสไลด์นําเสนองานในห้องประชุม ห้องเรียน หรือจะเป็นกระดาษโน้ตต่าง ๆ ให้กลายเป็นเอกสารที่แก้ไขได้ด้วย AI โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องมาเสียเวลาพิมพ์ข้อมูลใหม่ และยังสามารถสั่งให้จัดเรียงข้อความ ตาราง แผนภูมิ และโครงสร้างเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นได้ด้วย ตัวฟีเจอร์ยังรองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องหลายภาพและนำมารวมให้เป็นเนื้อหาตามลําดับได้ด้วย เหมาะสําหรับการจดบันทึกการประชุม การเรียน และการอบรม และยังมีความสามารถในการสแกนเอกสารโดยตรวจจับขอบกระดาษ ปรับมุมมองให้ตรง และเพิ่มความคมชัดของภาพ ก่อนบันทึกหรือแชร์เอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น
/ AI Recorder
ฟีเจอร์บันทึกเสียงพร้อมเรียกใช้ AI ให้มาช่วยถอดเสียงและสรุปเนื้อหาอัตโนมัติ ซึ่งมีเทมเพลตสรุป 6 รูปแบบ ให้เราเลือกใช้งานตามโจทย์ครอบคลุมทั้งการเรียน การประชุม การโทรศัพท์ และการสัมภาษณ์ รวมถึงแยกประเด็นตามผู้พูดได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถทําเครื่องหมายช่วงสําคัญระหว่างบันทึกเสียง เพื่อให้ AI เน้นเนื้อหาส่วนนั้น ๆ ในการสรุป พร้อมปรับรูปแบบสรุปให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น สรุปแนวคิดสําคัญ ประเด็นเตรียมสอบสําหรับการเรียน หรือสรุปมติและสิ่งที่ต้องดําเนินการต่อสําหรับการประชุม
/ Apple Connectivity
เป็นความสามารถที่หลายคนอยากให้มีมาตั้งแต่ตอนเป็น OriginOS 6 แล้วล่ะครับ สำหรับความสามารถในการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน vivo กับอุปกรณ์ของ Apple ได้ ซึ่งการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ของ Apple ได้นั้นจะช่วยให้เราทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้สะดวกมากกว่าการรับส่งไฟล์ที่รองรับอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งผมขอยกตัวอย่างการใช้งานเป็น iPad ละกันครับ เพราะเป็นดีไวซ์ Apple หนึ่งเดียวที่ผมมีตอนนี้ โดย vivo V80 ที่รันบน OriginOS 7 จะสามารถเชื่อมต่อกับ iPad ได้อย่างสะดวกผ่านการเชื่อมต่ออัตโนมัติหรือสแกน QR Code หลังเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำให้ทั้งสองดีไวซ์รองรับการทํางานร่วมกันแบบหลายหน้าจอทันที โดยที่เราสามารถเปิดดูและดาวน์โหลดไฟล์จากมือถือ vivo บน iPad ได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงส่งต่องานจากมือถือไปยัง iPad เช่น ภาพถ่าย ภาพหน้าจอ และการถ่ายภาพผ่านแอป Notes เพื่อแทรกรูปลงในบันทึกได้โดยตรง และยังรองรับการแชร์หน้าจอมือถือ vivo ไปยัง iPad และซิงก์ Notes รวมถึงรายการสิ่งที่ต้องทําระหว่างอุปกรณ์แบบเรียลไทม์
สำหรับผมที่เป็นคนพกอุปกรณ์สองแพลตฟอร์มในการทำงาน โดยใช้ vivo เป็นสมาร์ตโฟนเครื่องหลักในการถ่ายรูปทำงานเป็นหลัก และใช้ iPad Air ในการเขียนงานและตัดต่อไฟล์วิดีโอต่าง ๆ สามารถแก้ไขและจัดการบันทึกได้จากทั้งสองอุปกรณ์ทันที โดยไม่ต้องมาคอยโยนไฟล์ไปมาครับ สะดวกมากขึ้นเยอะเลย
/ อัปเดตความปลอดภัยนาน 6 ปี ใช้งานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
vivo V80 ที่มากับ OriginOS 7 เป็นรุ่นแรกของ vivo V Series ในประเทศไทย จะได้รับการอัปเดตความปลอดภัยต่อเนื่อง 6 ปี ช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้มากขึ้น แม้ใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานใส่ใจความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ บนตัวเครื่องถ้าหากเข้าไปที่เมนูการตั้งค่า > ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว จะพบกับความสามารถใหม่ที่ชื่อว่า “โล่ความปลอดภัย” เป็นซอฟต์แวร์ที่ทาง vivo ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานด้วยการตรวจสอบและแจ้งเตือนการเชื่อมต่อและการใช้งานต่าง ๆ บนตัวเครื่องอยู่ตลอดเวลา ให้เจ้าของเครื่องสามารถเลือกแอคชั่นกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ตลอด
Performance
ประสิทธิภาพการใช้งานลื่นไหล เติมเต็มทุกความต้องการของลูกรักพระเจ้า
vivo V80 ยังคงใช้ขุมพลังเป็นชิปเซ็ต Snapdragon 7 Gen 4 บนสถาปัตยกรรม 4nm จาก TSMC ชิปตัวนี้เรารีวิวกันมาหลายครั้งแล้ว คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมากนัก ในตอนนี้ก็ยังคงเป็นชิปเซ็ตระดับกลางของ Qualcomm ที่เพียงพอที่จะมอบประสิทธิภาพการใช้งานที่ลื่นไหล ทั้งการเปิดแอปและสลับใช้งานหลายแอปพร้อมกัน รวมถึงโจทย์รองรับการเล่นเกมเฟรมเรตสูงตั้งแต่ 90 FPS ไปจนถึง 120/144 FPS ขึ้นอยู่กับแต่ละเกม ส่วนประสบการณ์การเล่นเกมด้วยชิปตัวนี้ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ข้อดีของการใช้ชิปที่อยู่ตลาดมานานสิ่งที่จะได้รับกลับมาก็คือ “ความนิ่ง” ที่เข้าได้กับทุกเกมยอดนิยมในตอนนี้ ปัญหาทั้งเรื่องของความร้อนและเด้งออกจากเกมมีน้อยมากจนแทบไม่มี
ตัวชิปจะทำงานร่วมกับหน่วยความจำชั่วคราว หรือ RAM ขนาด 8GB LPDDR4x ซึ่งจะมีออปชั่นให้เราเลือกเพิ่มขนาดพื้นที่ด้วยฟีเจอร์ Extended RAM 16GB ทำให้สามารถใช้งาน RAM ด้วยขนาดพื้นที่ 24GB และมีพื้นที่เก็บข้อมูลบนตัวเครื่อง (Storage) ให้เลือกด้วยกัน 3 ตัวเลือกความจุ คือ 128GB, 256GB และ 512GB ทุกรุ่นจะเป็น Storage UFS 3.1 ทั้งหมด โดยในบทความรีวิวนี้จะเป็นรุ่น 256GB และตอนเปิดเครื่องครั้งแรกเราก็จะเหลือขนาดพื้นที่ให้ใช้งานจริงประมาณ 180-190GB ถ้าเป็นคนใช้งานทั่วไปก็ถือว่าใช้งานได้สบายครับกับความจุนี้ แต่ถ้าเป็นสายดองถ่ายรูปบ่อยแล้วชอบเก็บรูปไว้บนตัวเครื่องผมก็แนะนำไปจบที่ 512GB จะดีกว่า
ผลทดสอบประสิทธิภาพการทำงานด้วย Benchmark
นอกจากนี้ vivo V80 ยังติดตั้งมอเตอร์สั่น X-Axis Linear Motor มาเป็นครั้งแรกใน V Series ด้วยครับ ทำให้แรงสั่นทำได้แม่นยํากว่ารุ่นก่อน ตอบสนองได้ดีขึ้น เพิ่มความสมจริงขณะพิมพ์ข้อความและเล่นเกม และยังมากับลําโพงคู่ Dual Stereo Speaker พร้อมระบบเสียง Spatial Audio มอบมิติเสียงที่กว้างและสมจริงยิ่งขึ้น ช่วยให้รับรู้ทิศทางของเสียงได้ชัดเจน ให้ประสบการณ์เสียงเสมือนโอบล้อมรอบตัวขณะฟังเพลง ดูวิดีโอ และเล่นเกมด้วย
/ ครั้งแรกกับการรองรับ eSIM และมีเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่เสถียรและรวดเร็วขึ้น
vivo V80 เป็นสมาร์ตโฟน vivo V Series รุ่นแรกที่รองรับการใช้งานซิมการ์ดรูปแบบ eSIM ครับ และยังรองรับการใช้งานซิมการ์ด Physical SIM แบบ Nano SIM เหมือนเดิมด้วย ทำให้เรามีตัวเลือกในการใช้งานได้หลากหลายขึ้น ใครที่เดินทางบ่อยก็จะสะดวกและทันยุคมากขึ้นด้วยครับ ในขณะการเชื่อมต่อเครือข่ายการได้เทคโนโลยี Dual-Bridge Signal Concurrency เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสัญญาณและเสถียรกว่าเดิม พร้อมมี AI Super Link ช่วยปรับสัญญาณพิเศษสําหรับพื้นที่คนหนาแน่น เช่น คอนเสิร์ต สนามกีฬา และสถานีขนส่ง ใช้งานได้ลื่นขึ้น
Battery
แบตเตอรี่ 7200mAh เสกช็อตลูกรักพระเจ้าได้ยาว ๆ ตลอดทั้งวัน
vivo V80 มากับแบตเตอรี่ BlueVolt ขนาด 7200mAh รองรับชาร์จไว 90W FlashCharge และรองรับ Bypass Charging ด้วย โดยแบตเตอรี่ BlueVolt ความจุ 7200mAh บน vivo V80 มีความโดดเด่นด้วยการทลายข้อจำกัดเดิมของสมาร์ตโฟนแบตเตอรี่ใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยี High Energy Density ที่เพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน ทำให้ตัวเครื่องยังคงดีไซน์ที่บางเฉียบ ซึ่งมีขนาดบางที่สุดในสีม่วง Starwish Purple เพียง 7.89 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักแค่ 206 กรัม
แต่บนความบางก็สามารถรองรับการใช้งานหนักหน่วงอย่างการเล่นเกมหรือถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้ยาวนานสูงสุดถึง 2 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งจากที่ทดสอบใช้งานก็สามารถลากแบตเตอรี่ไปได้ไกลสุดถึงช่วงเช้าวันที่สองเลยครับ นอกจากนี้ตัวเซลล์แบตเตอรี่ยังถูกออกแบบมาให้มีความทนทานสูง สามารถรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) ให้อยู่ในระดับ 80% ขึ้นไปได้ยาวนานถึง 5 ปี พร้อมทั้งมีระบบการจัดการความร้อนที่ดี ซึ่งช่วยให้การใช้งานต่อเนื่องอย่างการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงหรือการชาร์จไปเล่นไป (Bypass Charging) มีเสถียรภาพและปลอดภัยโดยที่ตัวเครื่องไม่ร้อนจัด
Wrap-up
บทสรุปของ vivo V80 สมาร์ตโฟนลูกรักพระเจ้าตัวจริง!
มาถึงบทสรุปของ vivo V80 กันแล้วครับ สำหรับผมที่ได้มีโอกาสทำรีวิว vivo V Series มาต่อเนื่อง และหลังจากที่ได้คลุกคลีมาหลายวัน ยิ่งทำให้ได้รู้จักตัวเครื่องมากขึ้น vivo V80 ยังคงเป็นสมาร์ตโฟนที่ทำหน้าที่ของตัวเองในการเป็นสมาร์ตโฟน Mid-range ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการถ่ายภาพได้ดีเช่นเดิมครับ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ vivo V Series ที่สืบทอดกันมาตลอดในหลายรุ่น และเมื่อมาถึง vivo V80 ก็ยังส่งมอบและสานต่อประสบการณ์และผลงานภาพถ่ายที่ดีไม่แพ้ใครในเซกเมนต์ได้เหมือนกับรุ่นพี่ ๆ และมีเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ที่ทำได้น่าประทับใจก็คือในส่วนของงานดีไซน์ ซึ่งรอบนี้ทำออกมาสวยมาก ๆ โดยเฉพาะการเลือกสีเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เชื่อว่าน่าจะชอบกันครับ
ส่วนในด้านของ Performance ที่ในช่วงหลังกลายเป็นอีกหนึ่งความคาดหวังของแฟน ๆ vivo V Series ไปแล้ว ถึงแม้ว่าซีรีส์นี้ของ vivo จะมีขายจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายรูปเป็นหลักก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความผันผวนของหน่วยความจำในตลาดโลก จึงทำให้รอบนี้ vivo V80 มากับ RAM 8GB LPDDR4x เท่านั้น ซึ่งตามจริงก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้วล่ะครับ แต่อาจจะยังไม่ทันใจสาย Performance เท่าไรนัก ทาง vivo จึงได้ใส่ “Memory Fusion” ที่เป็นฟีเจอร์หนึ่งของ OriginOS 7 มาแก้เกม ทำให้เราสามารถขยายพื้นที่ของ RAM ได้ด้วยการยืมพื้นที่ Storage มาใช้งาน และด้วยคุณสมบัติของ Memory Fusion ที่เป็นมากว่าการ Swap Memory จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลแอปฯ พร้อมกับยืดอายุการใช้งานไปด้วยในตัว
ซึ่งจากที่ผมลองทดสอบใช้งานตัวเครื่องพร้อมเปิดขยายพื้นที่ RAM อีก 16GB ก็รู้สึกว่าแทบไม่เห็นความแตกต่างจากตอนรีวิว vivo V70 เลยครับ หรือจะบอกว่าไม่มีผลกระทบในด้านประสบการณ์การใช้งานโดยรวมบนตัวเครื่องเลยก็ว่าได้ ยังคงใช้งานได้ลื่นไหล สลับแอปฯ ไปมา เปิด Youtube ฟังพร้อมใช้งานเบราว์เซอร์ก็ทำได้สบาย เพียงพอกับใช้งานในชีวิตประจำวัน เพียงแต่พื้นที่ความจำหลักของตัวเครื่องก็จะหายไปสักหน่อยจากการเปิดใช้ฟีเจอร์
เพราะฉะนั้น ถึงแม้ราคาและสเปกของ vivo V80 จะมีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่อาจไม่ถูกใจหลายคน แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าหากคุณคาดหวังอยากมีสมาร์ตโฟนในกลุ่มราคา Mid-range ที่ไว้ใจในเรื่องของการถ่ายรูปได้ดีเยี่ยม พร้อมดีไซน์และสเปกที่ถือใช้งานต่อเนื่องได้ยาว ๆ 4-5 ปีขึ้นไป ยังไง vivo V80 ก็ยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดของตลาดเมืองไทยในเวลานี้ครับ
Price & Availability
ราคา การวางจำหน่าย และโปรโมชัน
vivo V80 วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ในตัวเครื่อง 3 สีสวยงาม ได้แก่ สีม่วง Starwish Purple, สีเขียว Wander Green และสีเทา Vast Gray พร้อมตัวเลือกความจุ 3 ออปชัน ดังนี้
- vivo V80 รุ่น 8GB + 128GB ราคา 21,999 บาท
- vivo V80 รุ่น 8GB + 256GB ราคา 24,999 บาท
- vivo V80 รุ่น 8GB + 512GB ราคา 29,999 บาท
พิเศษ! รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับเครื่องภายในวันที่ 29 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2569 (เฉพาะรุ่นความจุ 8GB + 256GB และ 8GB + 512GB เท่านั้น)
พร้อมรับของสมนาคุณพิเศษมากมาย
- V80 Magnetic Phone Case (มูลค่า 1,099 บาท)
- Google One พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 100GB ฟรี 6 เดือน (มูลค่า 420 บาท)
- vivo Care ประกันฝาหลังแตก 1 ปี, ประกันกล้องหลัง 1 ปี, ประกันหน้าจอแตก 1 ปี, ประกันตัวเครื่อง 2 ปี (มูลค่า 19,999 บาท)
- โปรโมชันตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ vivo Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
#vivoV80
#เสกช็อตลูกรักพระเจ้า
__
🛒 พิกัดช้อปสินค้าจาก vivo
Shopee : https://s.shopee.co.th/7fZs0qC7bI
Lazada : https://s.lazada.co.th/s.ZjKVeX
Tiktok Shop : https://vt.tiktok.com/ZS9SKBbajbM9B-OZCiK
/ บทความรีวิวล่าสุด
—————
▶︎ อัปเดตข่าวสาร และบทความต่างๆ
คลิกดูต่อที่ insight-daily.com ได้เลย!

























































































































ASUS Zenbook 14 (UX3480QA) มิติใหม่ของโน้ตบุ๊กทำงานยุค AI “แรง บางเบา แบตอึด”
รีวิว POCO X8 สมาร์ตโฟนสายอึด! แบตใหญ่ 8340mAh ชาร์จไว 67W จอ AMOLED 1.5K พร้อมกันน้ำกันฝุ่น IP69K
รีวิว vivo V80 Lite สมาร์ตโฟน “แบต 10000mAh อึดเกินคาด” ลุยงานได้ทั้งวัน ไม่ต้องชาร์จ!
รีวิว SKG G7 Pro Fold อุปกรณ์นวดคอและไหล่แบบพกพา ใช้ง่าย โหมดนวดหลากหลาย แก้ออฟฟิศซินโดรมได้ตรงจุด