INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เรียกร้องให้ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อลดคาร์บอน ด้วยการเร่งสู่เส้นทาง Net Zero

ในงาน Innovation Summit World Tour 2021 ได้มีการผลักดันให้เร่งลดการปล่อยคาร์บอนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 การขยายบริการด้านการให้คำปรึกษา เพื่อมุ่งสร้างความคืบหน้าด้านเป้าหมายการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน เรียกร้องให้ดำเนินการใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวระบบอัจฉริยะ และระบบออโตเมชันรุ่นใหม่ ให้เร็วขึ้น 3-5 เท่า รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในช่วงทศวรรษนี้ โลกสามารถเร่งการดำเนินการด้านสภาพอากาศอย่างเร่งด่วนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573 สอดคล้องตามคำกล่าวของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก ประจำปี 2564 โดย Corporate Knights ซึ่งในการเปิดตัวงาน Innovation Summit World Tour 2021 ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้เปิดเผยประเด็นสำคัญที่สนับสนุนเส้นทางเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ตามที่กำหนดอยู่ในรายงาน “ความจำเป็น 2030: การแข่งขันกับเวลา” จากสถาบันวิจัยความยั่งยืนชไนเดอร์ อิเล็คทริค Innovation Summit World Tour เป็นงานสำคัญประจำปีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีขึ้นระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม ถึง 12 พฤศจิกายน) เพื่อจัดการกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกและเพื่อแนะแนวทางให้ลูกค้า คู่ค้า หน่วยงานที่กำกับดูแล รวมไปถึงผู้กำหนดนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเพื่อกำจัดคาร์บอนในเศรษฐกิจโลกในทศวรรษนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมไปถึงการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Electricity 4.0 และ Next-generation automation

Read More
INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

ทำไมระบบบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น

ทำไมระบบบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากยิ่งขึ้น โดย เควิน บราวน์ รองประธานอาวุโส โซลูชัน EcoStruxure ธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เมื่อมองย้อนกลับไปยังปี 2020 เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการพิจารณาถึงความคืบหน้าที่ทางทีมงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ดำเนินการมา และหนึ่งในผลงานโดดเด่นที่น่าชื่นชมคือ DCIM (ระบบบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์) ผ่านมา 2 ปีแล้วที่ผมได้พูดถึงความจำเป็นของ DCIM ว่ายังอยู่ในกระแสหรือไม่ ในเวลานั้น ผมได้สรุปว่า DCIM จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการพึ่งพาระบบโครงสร้างไอที ณ จุดประมวลผลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เครื่องมือการบริหารจัดการโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมนับว่าไม่เพียงพอ และต้องอาศัยข้อได้เปรียบของคลาวด์และเทคโนโลยีโมบายมาช่วย ปัจจุบัน ในปี 2021 ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะบอกว่า เราได้มีพัฒนาการอย่างมากในการนำเสนอ DCIM และ DCIM ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเร่งปฏิรูปสู่ยุคดิจิทัล เมื่อผู้คนบนโลกส่วนใหญ่กำลังทำงานจากที่บ้านกัน DCIM สร้างโอกาส ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ และที่เอดจ์ ที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เราช่วยให้การนำ DCIM มาปรับใช้ได้ง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง ซึ่ง DCIM ในปัจจุบันให้ประโยชน์หลากหลายครอบคลุมทั้งฟังก์ชั่นการมอนิเตอร์ และการบริหารจัดการ โดยสามารถเข้าถึงระบบได้จากทุกที่ ทุกอุปกรณ์ และทุกเวลา และเป็นการพัฒนาจากการสร้างข้อมูลดิบ เพื่อให้ผลการวิเคราะห์ได้อย่างฉลาดพร้อมข้อแนะนำ รวมถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แบบบิวด์-อินมาในตัว ให้ความสามารถด้านการคาดการณ์ และมอนิเตอร์ความปลอดภัยทางกายภาพและสภาพแวดล้อมการทำงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง ผมเห็น DCIM นำมาใช้ในหลากหลายแนวทางในอุตสาหกรรมและเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีอย่างยิ่ง การเปลี่ยนไปสู่โลกที่เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งก่อนการเกิดโควิด-19 และยิ่งถูกเร่งให้เร็วขึ้นไปอีกในช่วงการแพร่ระบาด โดยทีมงานที่ ชไนเดอร์

Read More
INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

บริการใหม่จาก Schneider Electric ชี้จุดเสี่ยงในระบบไฟฟ้า สร้างความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจด้วยการบำรุงรักษาระบบตามสภาพของอุปกรณ์

EcoStruxure Service Plans บริการใหม่ แพคเกจการบริการที่ตรงใจ สร้างรากฐานการเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจ ด้วยระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ปรับปรุงงบประมาณในการบำรุงรักษาได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งลดความเสี่ยงของไฟฟ้าขัดข้องในอุปกรณ์ไฟฟ้าได้มากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ เพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ได้ดีมากขึ้น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ออกบริการใหม่ EcoStruxure Service Plans โดยเป็นแพคเกจด้านการบริการระบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบด้วยการผสานการบำรุงรักษาอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเข้ากับบริการด้านดิจิทัล ตอบโจทย์เป้าหมายของลูกค้าได้ตรงใจ และช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น วางใจในความต่อเนื่องทางธุรกิจ 60% ของภาคธุรกิจ กำลังเตรียมการให้พร้อมสำหรับอนาคตด้วยการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ส่วนหนึ่งคือการปรับระบบไฟฟ้าให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบสามารถทำงานต่อเนื่องในทุกวันและลดความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น 56 เปอร์เซ็นต์ของการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าเนื่องมาจากการขาดการซ่อมบำรุง นอกจากนี้ยังมีความท้าทายที่ทีมงานดูแลระบบไฟฟ้าต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะในเรื่องของความเชี่ยวชาญในการทำงาน หรือช่องว่างทางด้านทักษะในการบำรุงรักษา EcoStruxure Service Plans บริการใหม่นี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาด้วยการมอบการบริการภาคสนามที่ผสมผสานอย่างลงตัวภายใต้สัญญาเดียว ทั้งบริการด้านดิจิทัลและให้คำปรึกษาระยะไกลได้ตรงความต้องการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มุ่งเน้นความสำคัญในการมอบประสบการณ์ที่ดีและทันสมัยยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า โดยที่สามารถเลือกใช้แผนการบริการ EcoStruxure Service Plan ได้ตามความต้องการเพื่อรับประโยชน์ที่สูงสุด “ลูกค้าของเราหลายรายมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูธุรกิจที่อาจเสียศูนย์ไปในช่วงวิกฤต” เฟรดเดอริก โกเดอเมล รองประธานบริหาร ฝ่ายระบบพลังงานและการบริการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “นั่นคือสาเหตุที่เรานำเสนอบริการใหม่ EcoStruxure Service Plans นี้ขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น และพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจของลูกค้า การผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างบริการภาคสนามและบริการดิจิทัลจะสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า โดยลูกค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจหลัก และให้เรื่องการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าและคุณภาพของพลังงานเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ อย่างชไนเดอร์ อิเล็คทริค” เลือกบริการที่เหมาะสมกับกลยุทธ์ นายวราชัย จตุระสถาพร รองประธาน ธุรกิจ Field Services

Read More
INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

สร้างเหตุและผลของความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย

สร้างเหตุและผลของความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย โดย แพทริก โดโนแวน นักวิเคราะห์อาวุโส และผู้จัดการโครงการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) สำหรับหลายคนที่ตอนนี้ไม่ได้นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ความคิดที่จะออกแบบห้องว่างให้เป็นพื้นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจเป็นเรื่องน่าหนักใจ และมีคำถามตามมา เช่น เราจะต้องอัพเกรดแบนด์วิดธ์หรือไม่ เรื่องนี้อาจเป็นความกังวลพื้นฐานเมื่อทุกคนในครอบครัวต้องทำงานที่บ้านในตอนนี้ (พร้อมกับทุกคนที่อยู่ในละแวกบ้านเช่นกัน) และใช้เน็ตไปกับการดูวิดีโอผ่านยูทูบ เล่นเกมออนไลน์ และฟังเพลง ซึ่งประเด็นคือคุณจะออกแบบพื้นที่ใหม่ยังไงไม่ให้เกิดเสียงรบกวนและปัจจัยที่ทำลายสมาธิในการทำงานเหล่านี้ บริษัทคุณจะออกค่าใช้จ่ายเหล่านี้หรือไม่ และบางทีคุณอาจจบลงด้วยการประชุมผ่านซูมแบบติดๆ ขัดๆ เพราะสัญญาณเน็ตอ่อนแรงแถมยังแทรกด้วยเสียงสุนัขเห่า ดาต้าเซ็นเตอร์ก็เช่นเดียวกัน แม้มืออาชีพส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าการจะได้ประสิทธิภาพที่โดดเด่นสามารถทำได้ ด้วยการปรับปรุงระบบโครงสร้างของดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความทันสมัย แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นกับโครงการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไป ซึ่งอาจเป็นความท้าทายในการให้เหตุผลกับผู้บริหารระดับอาวุโสเพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ เช่นการเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือบำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เปลี่ยนหรืออัพเดตระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้มายาวนานและไม่อยู่ในประกัน หรือย้ายไปใช้ซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ ดังนั้น หลายคนจึงก้าวไปอย่างช้าๆ พร้อมกับหวังว่าจะไม่มีอะไรเสียหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งนั่นคือธุรกิจที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยง เครื่องมือช่วยสนับสนุนข้อมูลเพื่อสร้างเหตุและผลที่เป็นไปได้ทางธุรกิจ เห็นได้ชัดว่า เหตุและผลที่ดีเพื่อความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ต้องสามารถวิเคราะห์การคืนทุนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น การประเมินหรือบอกคุณค่าของการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยอาจเป็นเรื่องท้าทายแน่ๆ อย่างไรก็ตาม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้พัฒนาเครื่องมือฟรีที่ใช้งานง่ายเพื่อช่วยในเรื่องดังกล่าว โดยพื้นฐานแล้วระบบงานใหม่ๆ ในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน จะให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น และค่อนข้างจะมีขนาดที่เล็กลง เบาขึ้น ให้ความน่าเชี่อถือมากขึ้น นำมาปรับใช้งานและขยายขีดความสามารถได้เร็วขึ้น อีกทั้งบริหารจัดการและบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ การคำนวณคุณค่าจากการปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้น (ในธุรกิจของคุณ) คือเคล็ดลับในการให้เหตุและผลทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และคุณค่าของประโยชน์ที่ได้ในแต่ละส่วนก็เห็นได้ชัดว่ามาจากกลยุทธ์และการจัดลำดับความสำคัญขององค์กรคุณ ระบบพลังงานและการทำความเย็นที่ออกมาในช่วงต้นของปี 2000 ไม่ได้ให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานเหมือนระบบปัจจุบัน การรู้จักตัวแปรง่ายๆ บางประการ ก็จะทำให้คุณคำนวณการประหยัดพลังงานที่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลสำหรับค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดระบบได้  ตัวอย่างเช่น ตัวคำนวณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ทันสมัยสำหรับยูพีเอส 3 เฟส ของเรา สามารถเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของยูพีเอสของชไนเดอร์ อิเล็คทริค 1 ตัวกับยูพีเอสตัวอื่นภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อดูว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายการดำเนินการส่วนใดบ้าง โดยครอบคลุมเรื่องการใช้พลังงาน

Read More
INSIGHT NEWSTECHNOLOGY

โมเดลก้าวหน้าที่นำพาธุรกิจไปสู่การปฏิวัติด้านเอดจ์คอมพิวติ้ง

โมเดลก้าวหน้าที่นำพาธุรกิจไปสู่การปฏิวัติด้านเอดจ์คอมพิวติ้ง โดยนายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เมื่อบริษัทในอุตสาหกรรมเริ่มก้าวไปบนเส้นทางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล บริษัทเหล่านี้จะพบว่าต้องการเทคโนโลยีเอดจ์คอมพิวติ้งอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในการนำเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ ควรคำนึงถึงเป้าหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ระหว่างเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเป็นเอดจ์คอมพิวติ้งที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0 เอดจ์คอมพิวติ้งที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติ ก็จะคล้ายกับยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่เมื่อ IT และ OT ผสานรวมการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบก็จะช่วยให้ระบบงานจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ทั้งบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง และแก้ปัญหาได้เอง ซึ่งในแง่ของอุตสาหกรรม นับว่าเรายังห่างไกลจากความสำเร็จในจุดนี้อยู่หลายปี แต่มันคือทิศทางของอุตสาหกรรมและควรมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เอดจ์ 1.0 และ 2.0 ความก้าวหน้าและการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ ในปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่อยู่ในขั้นแรก คือ เอดจ์ 1.0 ซึ่งความสามารถพื้นฐานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจได้ประสบความสำเร็จ ส่วนขั้นสุดท้ายคือ เอดจ์ 4.0 นั้น เป็นเรื่องของการที่ระบบสามารถทำงานด้วยตัวเองได้อย่างแท้จริง เอดจ์ 1.0 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการ และการเชื่อมต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อมอบศักยภาพของการเป็นดิจิทัลเอดจ์ ซึ่งเป็นความสามารถพื้นฐานทั้งหมดสำหรับธุรกิจใดก็ตามที่ต้องการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในโลกดิจิทัล ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้ดำเนินการในการก้าวไปบนเส้นทางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ขั้นต่อไปคือ 2.0 จะเห็นการนำเทคโนโลยีระบบเปิดที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์มาใช้ที่เอดจ์ ซึ่งเทคโนโลยีที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ จะมีหลายฟังก์ชั่นที่ดึงมาจากสิ่งที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถทำงานได้ด้วยซอฟต์แวร์ เป็นแนวคิดเดียวกับการทำเซิร์ฟเวอร์ เวอร์ชวลไลเซชั่น ที่มีใช้กันมาหลายปีแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีการนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องต่างๆ ไมว่าจะเป็นการประมวลผล

Read More